Bloody Wrestling Online

The Number One Cyber Wrestling Online
 
บ้านPortalCalendarช่วยเหลือรายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
DanielsoN
Xiao Mei's Husband
Xiao Mei's Husband


จำนวนข้อความ : 2224
Join date : 19/09/2010
Age : 22

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History   Mon Oct 08, 2012 10:08 pm

ผมจะลงนิยายทั้งใน BWO และใน WMW นะครับ
จะพยายามทยอยให้ปรากฏตัวกันมาเรื่อยๆ ยังไงก็อดทนกันหน่อยนะครับ :3

---

“อืมม..”

ผมรู้สึกว่าตัวผมนอนอยู่บนอะไรซักอย่างที่มันเคลื่อนไหวได้ รถยนต์งั้นหรอ? ไม่น่าจะใช่...ผมสามารถสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกบนพื้นถนนที่ขรุขระ ผมลืมตาขึ้นมามองเห็นท้องฟ้าสีคราม ผมลุกขึ้นมาก่อนที่จะมองไปรอบๆ ผมอยู่บนเกวียน รอบๆทางเป็นทุ่งหญ้า ที่นี่ที่ไหนกัน? ผมสงสัย ว่าแล้วผมก็หันมาเจอผู้ชายคนนึงที่นั่งบังคับเกวียนอยู่ เขาหันมาทางผมก่อนจะเริ่มพูดกับผม

“เจ้าฟื้นแล้วหรือ”

ผมพยักหน้า...ภาษาที่เขาพูดเป็นภาษาฝรั่งเศส นั่นก็หมายความว่าเราอยู่ที่ฝรั่งเศสงั้นหรอ? เมื่อกี้ผมยังอยู่ในห้องสมุดอยู่เลย เท่าที่จำได้ผมนั่งเปิดหนังสือในห้องสมุดอยู่ แล้วพอผมรู้ตัวอีกทีผมก็อยู่ที่นี่แล้ว ไม่ใช่ว่าผมพูดไม่ได้ ถ้าให้พูดจริงๆคือตอนผมอยู่โรงเรียนทั้งวิชาฝรั่งเศสและอังกฤษ ผมแถบไม่เคยพลาดเลย แต่ผมตกใจกับสถานการณ์เสียมากกว่า ผมรวบรวมสติก่อนที่จะเริ่มสนทนากับเขาในภาษาที่เขาพูดกับผมก่อนหน้านี้

“ที่นี่ที่ไหน?”
“หืม...ช่างเป็นคำถามที่แปลกเสียจริง” ชายหนุ่มที่ขับเกวียนตอบผม
“ที่นี่คืออาณาจักรกาอูล” ว่าแล้วเขาก็ตอบผม

อาณาจักรกาอูลงั้นหรอ? ผมนั่งคิด ผมไม่เคยได้ยินชื่ออาณาจักรนี้มาก่อน ว่าแล้วชายหนุ่มก็ชี้ไปทางตะวันออก ผมหันไปตามที่เขาชี้ ผมเห็นเงาของปราสาทสีขาว ตั้งตระหง่านอยู่ รอบๆนั้นเป็นหลังคาของบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ล้อมรอบปราสาทหลังนั้น ถ้าให้ผมเดา ที่นั่นน่าจะเป็นอาณาจักรกาอูลที่ชายหนุ่มคนนี้พูดถึง

“ว่าแต่เจ้านั้นมีนามว่าอะไร” ชายหนุ่มที่ขับเกวียนถามผม
“ผมชื่อมาซารุ โทคิโอะ” ผมแนะนำตัว
“ชื่อช่างแปลกเสียจริง เจ้าเป็นคนจรงั้นหรือ” ชายที่ขับเกวียนพูดกับผม
“ตัวข้ามีนามว่า เอลฮานด์ สตอร์มโคล้ก” เขาแนะนำตัวเอง

ผมพยักหน้าก่อนที่จะเริ่มถามคำถามต่างๆที่ผมสงสัย และแน่นอนว่าเกือบทุกคำตอบของผมได้รับคำตอบ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีไม่น้อย แต่สิ่งนึงที่ผมยังไม่เข้าใจคือผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน? “วิทยาศาสตร์” คงไม่สามารถอธิบายได้แน่ๆ ในขณะที่ผมกำลังคิดรถเกวียนก็หยุดลง เมื่อผมรู้ตัวผมก็มายังตัวเมืองแล้ว แต่เมืองนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เมืองที่มีปราสาทหลังใหญ่ หลังนั้น เพราะผมไม่เห็นแม้แต่เงาของปราสาทสีขาวแห่งนั้น

“ที่นี่คือที่พักของข้าเอง ดูเหมือนเจ้านั้นยังไม่มีที่พัก”
“เจ้าพักกับข้าก่อนก็ได้” เอลฮานด์เสนอ

ผมโค้งขอบคุณก่อนจะกระโดดลงมาจากรถเกวียน บ้านของเอลฮานด์นั้นมีสองชั้นเหมือนบ้านของเพื่อนบ้านรอบๆ บ้านอื่นๆนั้นแม้จะรูปร่างคล้ายกับบ้านหลังนี้แต่ว่าบ้านหลังอื่นมีธุรกิจต่างกัน บางหลังเป็นไร่ บางหลังเป็นร้านขายของ ส่วนบ้านนี้มีม้าอยู่สองสามตัวกำลังเดินไปเดินมาบนพื้นหญ้า บวกกับม้าที่อยู่ที่เกวียนอีกสองตัว สรุปแล้วเป็นมีม้าทั้งหมดห้าตัว ผมเปิดประตูเข้าไปก่อนที่จะมองไปรอบๆ พื้นที่ผมยืนเหยียบอยู่นั้นเป็นพื้นไม้ บนผนังก็มีรูปภาพตกแต่งไว้มากมาย ใกล้หน้าต่างที่อยู่ข้างประตูมีโต๊ะอาหารและเก้าอี้อยู่สามตัว แสดงว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่นานนักผมก็ได้ยินเสียงของฝีเท้าที่กำลังเดินลงมาจากชั้นสอง เขาเป็นชายที่ผมสีม่วงร่างกายดูแข็งแรง

“การค้าขายในวันนี้เป็นเช่นไร” เขาถามเอลฮานด์
“เห็ดที่เจ้าเก็บมาได้ดูเหมือนจะขายได้ราคาดีเลยล่ะ คราวหน้า ข้าอยากให้เจ้าหามาอีก” เอลฮานด์ตอบกลับ
“แล้วชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆเจ้านี่เป็นใครกัน” หนุ่มผมม่วงถามถึงผม
“เขาเป็นคนจรมีนามว่ามาซารุ โทคิโอะ ดูเหมือนจะถูกปล้นสะดมจากพวกโจรสลัดมา”

อย่าสงสัย...ผมแต่งเรื่องขึ้นมา ถ้าผมบอกเขาว่าผมมาจากอนาคตใครจะเชื่อผมล่ะ? อีกอย่างผมจะได้หาข้ออธิบายเรื่องชื่อของผมที่แลจะดูแปลกไปจากชาวบ้าน หลังจากที่ชายหนุ่มผมสีม่วงได้ยินก็เดินตรงมาที่ผมก่อนจะยื่นมือมาทางผม ผมคว้ามือของเขาก่อนที่เขาจะพูดกับผม

“ข้ามีนามว่า บัสเตียน บาริออส เป็นสหายของเอลฮานด์” เขาแนะนำตัว
“ยินดีที่รู้จักครับ” ผมโค้งให้ในขณะที่จับมือ
“บัสเตียนกับข้า ช่วยกันทำธุรกิจ เขาจะเป็นคนออกเก็บของป่า ส่วนข้าจะเป็นคนนำสินค้าเหล่านี้ไปขาย”

ว่ากันง่ายๆคือทั้งคู่เป็นคู่หูทางการค้า คนนึงเก็บสินค้า คนนึงนำไปขาย ไม่นานนักบัสเตียนก็ได้เอ่ยปากชวนให้ผมพักอยู่ที่นี่ไปก่อน แน่นอนว่าผมก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ทั้งสองคนก็คงเป็นคนดีนั่นแหละ หากทว่าผมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสียนิด นั่นคือผมต้องช่วยเรื่องเตรียมอาหาร ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หลายท่านอาจจะยังไม่รู้แต่ผมมาจากตระกูลที่ค่อนข้างรวย แม้ว่าจะมีพ่อบ้านหรือแม่บ้านคอยจัดการอะไรให้ แต่ผมสามารถทำอาหารเองได้ เพราะวันๆผมก็ไม่ได้ออกจากบ้าน ทำให้ผมมีเวลาในการลองทำนู่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ ตัวผมแล้วค่อนข้างมั่นใจในการทำอาหารของตัวเองอยู่ไม่น้อย ตราบใดที่มีส่วนผสมที่พอจะกินได้ ผมก็สามารถทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ วันธรรมดาๆของผมในโลกใหม่ก็ยังคงดำเนินอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ผมกำลังหาทางกลับบ้านของผมตลอดเวลา หากทว่าผมไม่ได้อะไรเลย สิ่งเดียวที่ผมได้คือทักษะการทำอาหารก็แค่นั้น และแล้วในวันธรรมดาๆวันนึงนั้น...

“เอ๊ะ..จะให้ผมไปส่งของที่กองทัพของอาณาจักรกาอูลหรอครับ” ผมถาม
“ใช่..ไม่ต้องห่วงหรอก เอลฮานด์จะเดินทางไปพร้อมกับเจ้า” ชายผมม่วงพูดกับผม
“แล้วไปทำอะไรหรอครับ?” ผมถามต่อ
“แลเหมือนทางกองทัพต้องการเสบียงน่ะ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปบอกเอลฮานด์แล้วกัน” ชายผมม่วงตอบ

ผมพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากบ้าน ผมเห็นเอลฮานด์นั่งอยู่บนรถเกวียนดูเหมือนจะรอผมอยู่ ผมขึ้นไปนั่งข้างๆเขาก่อนที่จะใช้แส้ฟาดไปที่ม้า ม้าของเขาร้องก่อนที่จะเดินไปข้างหน้า ม้าของเขาทั้งสองตัวเดินไปช้าๆ ไม่นานนักพวกเราก็ออกจากหมู่บ้าน ระหว่างทางผู้คนก็ต่างทักทายผมและเอลฮานด์ตลอดทาง คนพูดได้แล้วว่าผมกลายเป็นที่รู้จักไปแล้ว ผมโบกมือพลางยิ้มให้ ไม่นานนักพวกผมก็มาถึงยังป้อมประการที่ถูกล้อมรอบด้วยไม้ เอลฮานด์หยุดไม้ที่หน้าทางเข้าก่อนที่ทหารจะโค้งให้กับเอลฮานด์...เอ...ทำไมกันนะ? ผมนั่งสงสัย รถเกวียนเคลื่อนที่เข้าไปในป้อมประการไม้ช้าๆ

“เจ้าลงไปก่อนละกัน” เอลฮานด์พูด

ผมกระโดดลงไปตามที่เขาบอกก่อนที่รถเกวียนจะขึ้นที่ต่อไป ตอนนี้ผมยืนอยู่ในค่ายทหารชีวิตนี้นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยืนในค่ายทหารจริงๆ ในระหว่างที่ผมรออยู่นั้น ผมก็รู้สึกได้ว่ามีทวนเล่มนึงพุ่งตรงมาทางผม ผมรีบโยกหลบก่อนที่จะหันไปข้างหลังเห็นสตรีผมสีน้ำตาล เธอสวมชุดเกราะสีเงิน เธอผูกเปียไว้ด้วยโบว์สีแดง ดวงตาของเธอจ้องจะสังหารผม

“เจ้าเป็นใคร!! เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“คือว่าผม...”
“ข้าอินาริ แมรี่จะไม่ยอมให้คนชั่วช้าได้เหยียบแผ่นดินนี้” เธอประกาศด้วยสำเนียงแปลกๆ

สำเนียงของนั้นชัดเจนเลยว่าเธอไม่ใช่คนฝรั่งเศส แต่เรื่องนั้นไว้ทีหลัง ตอนนี้ผมต้องแจ้งสาเหตุก่อนว่าทำไมผมอยู่ที่นี่ มิเช่นนั้นผมคงโดนทวนเล่มนั้นเสียบเขาที่ลำคอแน่นอน

“ผมมาพร้อมกับคุณเอลฮานด์ครับ” นั่นคือสิ่งที่ผมพูด


เธอเงียบลงก่อนที่จะดึงทวนของเธอออก ผมลุกขึ้นมาช้าๆ

“ต้องกล่าวขออภัยด้วย ข้ากระทำสิ่งที่เสียมารยาทต่อเจ้า” เธอขอโทษผม
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ผมยกโทษให้เธอ
“ตัวข้ามีนามว่าอินาริ แมรี่แล้วท่านล่ะ” เธอถามผม
“มาซารุ โทคิโอะครับ”
“เจ้าเองก็เป็นชาวญีปุ่นงั้นหรือ” เธอถาม

ผมพยักหน้า เราสองคนเริ่มมีบทสนทนากัน พลางเดินชมไปทั่วค่ายทหารแห่งนี้ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกคุยกับใครสนุกขนาดนี้ เธอเป็นคนแรกๆที่เป็นชาวญี่ปุ่นเหมือนผม แม้พวกเราจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่อย่างน้อยๆพวกเราก็มาจากดินแดนเดียวกัน ในขณะที่ผมกับอินาริกำลังเดินเล่นอยู่นั้น ผมก็สะดุดตากับการประลองของนายทหารสองคน มันเป็นการประลองของชายร่างเล็กและชายร่างใหญ่ ทั้งคู่สู้กันได้อย่างสูสีจนกระทั้ง ชายร่างเล็กพลาดท่า ชายร่างใหญ่ทุบชายร่างเล็ก ชายร่างเล็กล้มลงไปกับพื้นดิน ชายร่างยักษ์ยกดาบขึ้นเตรียมปิดบัญชี ผู้ที่ทำพลาด

ไม่รู้ทำไม แต่ร่างกายของผมสั่งให้ผมวิ่งเข้าไปขวางหน้าของชายร่างเล็ก ชายร่างใหญ่หยุดลงก่อนที่จะมองผมที่กางมือขวางชายร่างเล็ก หากทว่าชายร่างยักษ์ไม่ใส่ใจก่อนจะยกดาบหวังปักลงบนร่างกายของผม ผมหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วผมก็ได้ยินเสียงของสิ่งของมีคมปะทะกัน ผมลืมตาขึ้นก็เห็นเอลฮานด์ใช้มีดเล่มเล็กปัดป้องดาบของชายร่างยักษ์คนนั้น ดาบเล่มนั้นปักลงบนผืนดิน เสียงกระซิบรอบเริ่มดังขึ้น สิ่งที่ผมได้ยินซะส่วนใหญ่ก็ประมาณว่า “ท่านเอลฮานด์นี่นา” ชายร่างยักษ์เริ่มตกใจกลัว เอลฮานด์ใช้มีดจ่อคอหอยของชายคนนี้

“เหตุไฉน พวกเจ้าถึงต่อสู้กันเอง”
“พวกเราทุกคนกินข้าวหม้อเดียว ต่อสู้ในฐานะประชากรของอาณาจักรกาอูล”
“ศัตรูของเราทุกคนคืออาณาจักรฮัปปิสเบริก์!!”
“จากนี้ไป หากข้าเห็นผู้ใดหันคมดาบเข้าหากัน ตัวข้านี่แหละใช้มีดเล่มนี้ดับลมหายใจของมัน”

เอลฮานด์เก็บมีดของตัวเองก่อนจะเดินมาทางผม คนรอบๆเริ่มแยกย้ายกันไป รวมถึงชายร่างยักษ์และชายที่กำลังจะแพ้ในการประลอง อินาริเดินตรงมาทางผมเช่นกัน เอลฮานด์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดกับผมด้วยน้ำเสียงปกติที่ผมได้ยินเกือบทุกวัน

“เจ้านี่บ้าเสียจริง ข้าไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ไม่มีอาวุธจะกล้าปกป้องชายที่เจ้าไม่รู้จัก”
“ผมเองก็ไม่รู้...อยู่ดีๆ ร่างกายของผมก็ไปเอง” ผมตอบเขา

เขาไม่ได้ให้ความเห็นอะไรได้แต่พยักหน้า ผมกับอินาริบอกลากัน และจากนั้นผมกับเอลฮานด์ก็เดินทางกลับไปยังเมือง ในระหว่างที่รถเกวียนกำลังเดินทางอยู่นั้น เขาก็บอกผมว่าตัวเขานั้น เป็นหนึ่งในนายพลของอาณาจักรกาอูล เช่นเดียวกันกับ บัสเตียนที่เขาเองก็เป็นหนึ่งในนายพลของอาณาจักรกาอูล ที่พวกเขามาเก็บของป่าขายนั้นเป็นเพียงแค่รายได้เสริม และเป็นการฆ่าเวลาเท่านั้น เมื่อเรื่องราวของเขาจบลง ผมก็มาถึงยังหน้าที่พักของผม เวลาในตอนนี้น่าจะประมาณเที่ยงได้ละมั้ง ดูจากพระอาทิตย์ที่ส่องตรงมาจากท้องฟ้า ไม่ทันที่ผมจะเหยียบลงสู่ฝืนดิน ก็มีชาวบ้านคนนึงวิ่งมาด้วยหน้าตาตื่นด้วยความกลัว เขาตะโกนขึ้นมาสุดเสียง

“แย่แล้ว!! แย่แล้ว!! ข้าเห็นทัพของพวกฮัปปิสเบริก์ กำลังบุกมา”

ฮัปปิสเบริก์...อาณาจักรที่คู่ต่อสู้อันยาวนานของอาณาจักรกาอูล ผมยังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดหรอก แต่ว่าเท่าที่ผมฟังมาถ้าให้ผมเปรียบเทียบแล้วเห็นภาพที่สุดก็คืออังกฤษกับฝรั่งเศสที่รบกันมานานราวเกือบร้อนปีนั่นแหละ ทั้งสองอาณาจักรก็ต่างต้องการจะยึดครองและทำลายอีกอาณาจักรเพื่อเป็นใหญ่ที่สุดในทวีป

“พวกเราต้องรีบหนี เราต้องรีบหนี” เขาเสนอต่อ
“นี่มันเรื่องอะไร?” เอลฮานด์กระโดดลงมาจากเกวียนมาถามชายคนนี้
“ข้ากำลังล่าสัตว์อยู่ในป่าทางใต้ และข้าก็เห็นธงของพวกฮัปปิกเบริก์” ชายหนุ่มที่ตื่นกลัวกำลังเล่า

ผมฟังเขาแล้วก็คิด...ถ้าหากเช่นนั้นเป้าหมายของมันจริงๆแล้วก็คือป้อมประการทางเหนือของหมู่บ้าน ป้อมประการที่ผมพึ่งไปเยี่ยมเยียนมาเมื่อครู่นี้ แน่นอนพวกเราสู้ไม่ได้แน่ กำลังพลก็คงไม่พอ อาวุธก็ไม่มี จะหนีก็คงไม่ทัน แต่ถ้าหนีภาระก็จะตกไปอยู่กับป้อมประการแทน เอลฮานด์เรียกบัสเตียนก่อนที่ทั้งสองจะปรึกษาหารือกัน

“ข้าจะเดินทางไปบอกแมรี่เอง ส่วนพวกเจ้าหนีไปเถิด” เอลฮานด์พูด
“ไม่ได้!! แบบนั้นเจ้านั่นแหละที่จะตกอันตราย” บัสเตียนแย้ง
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำยังไง?” เอลฮานด์ถามบัสเตียนกลับ
“ผมพอจะมีแผนนิดหน่อย” ผมพูดขึ้นมา

ทุกคนเงียบก่อนจะหันมามองผม

“ โทคิโอะ เจ้าว่าเช่นไรนะ?” บัสเตียนถาม
“ถ้าให้เราสู้ตรงๆคงไม่ได้ การหนีอาจจะดีที่สุด”
“แต่ถ้าเราหนี ป้อมประการที่อยู่ทางตอนเหนือของเราจะลำบากเสียแทน”
“ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดก็คือส่งคนไปบอกทางป้อมประการ ในขณะที่เราพยายามถ่วงเวลาเอาไว้”
“แล้วเจ้าจะทำเช่นไร? สิ่งที่เจ้าพูดมานั้นมิใช่จะทำได้ง่ายๆ” บัสเตียนแย้งความคิดของผม

ผมเริ่มอธิบายแผนของผมให้ผมฟัง ชาวบ้านทุกคนรวมถึงสองนายพลของอาณาจักรกาอูลก็ตั้งใจฟัง ทั้งสองคนพยักหน้าก่อนที่จะตอบรับแผนของผม มันอาจจะไม่ใช่แผนที่ดีที่สุดแต่มันน่าจะเป็นแผนที่ทำให้พวกผมรอดไปได้ หลังจากที่ตกลงทุกอย่างกันเสร็จสิ้น เอลฮานด์ขึ้นม้า เขาควบม้าไปยังทางตอนเหนือ แต่ก่อนที่เขาจะไปเขายื่นสิ่งนึงมาให้ผม มันเป็นปลอกแขนกรงเล็บสีฟ้าที่มีคมแหลมอยู่

“เจ้าเอาไปเถิด...ไว้ป้องกันตัวเจ้าเอง”

ผมพยักหน้า เขารีบออกเดินทางอย่างไว พวกผมเริ่มทำตามแผนของผม โดยหลบซ่อนกันในที่ต่างๆ พวกผมดึงธงของอาณาจักรกาอูลออกก่อนจะนำธงสีขาวที่มีความหมายว่ายอมแพ้ไปแทนที่ ในตอนนี้ก็ได้แต่คาดหวังว่าแผนนี้จะใช้ได้ผล

---

ทัพของฮัปปิสเบริก์กำลังเดินทางมาช้าๆ ชายร่างยักษ์ที่มีร่างใหญ่ และผ้าปิดตาที่ปิดดวงตาของเขา กับชายอีกคนที่ใส่ชุดสีขาวผ้าคลุมสีแดงพร้อมด้วยเส้นผมีสีน้ำตาลเป็นคนนำทัพ ว่าแล้วทั้งคู่ก็หยุด เพราะเห็นธงขาวที่โบกพลิ้วไหวในสายลม ทั้งคู่รู้แล้วว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ

“ท่านแบรดลีย์...ข้าจะนำกองกำลังส่วนนึงไปตรวจสอบเอง ส่วนท่านรออยู่นี่เถิด” ชายในชุดขาวหันมาพูด
“เพราะบางทีพวกมันอาจจะรอโจมตีท่านอยู่แถวนี้ก็เป็นได้”
“ไม่ต้องห่วงข้าไปหรอกท่านเซน่อน...ข้านั้นขอไปตรวจสอบเองดีกว่า” ชายร่างยักษ์ตอบ
“หากท่านประสงค์เช่นนั้น” ชายชุดขาวที่ถูกเรียกว่าเซน่อน ไม่คัดค้านอะไร
“พวกเจ้าส่วนนึงตามข้ามา” ชายร่างยักษ์ตะโกน

แบรดลีย์ควบม้าไปยังหมู่บ้านเล็กๆที่มีธงขาว พร้อมด้วยกับกลุ่มทหารอีกกลุ่มนึง ส่วนชายอีกคนก็ได้แต่นั่งรอ เขาใช้เวลาซักพักกว่าจะถึงหมู่บ้าน ชายหนุ่มที่ชื่อแบรดลีย์กวาดสายตาไปรอบๆ ตรวจสอบความผิดปกติ ตัวผมเองที่เป็นเจ้าของแผนก็ตรวจสอบจำนวนทหารเช่นกัน ถ้าให้นับแล้วก็น่าจะประมาณ 50 กว่านาย ไม่น่ายากเกินที่พวกเราจะจัดการได้ ผมให้สัญญาณ พวกผมกระโจนออกมาจากที่ซ่อนก่อนจะตรงไปที่ทหารพวกนั้น

“กัปดักงั้นหรือ!?” ชายที่มีตาเดียวตะโกน
“น่าสนใจ!!” เขาดึงดาบออกมาจากฝักดาบของเขา

ชาวบ้านเองก็สู้เต็มที่ ทหารบางนายก็พลาดท่าให้กับชาวบ้าน แต่เช่นเดียวกัน ชาวบ้านหลายคนก็ไม่สามารถล้มทหารได้ โดยเฉพาะนายพลร่างยักษ์ที่ยังไม่มีใครสร้างได้แม้แต่รอยขีดข่วน ผมตัดสินใจพุ่งไปหาชายร่างยักษ์คนนี้จากด้านหลัง ผมเตรียมจะใช้กรงเล็บแทง แผ่นหลังของเขา แต่เขาหันกลับมาได้ทันก่อนจะยกเท้าถีบมายังใบหน้าของผม ผมล้มลงก่อนที่จะลุกขึ้นมา ผมเห็นเขายกก่อนจะฟาดฟันดาบลงมา ผมใช้กรงเล็กรับน้ำหนักมันไว้

“ใช้ได้นี่ไอ้หนู” เขากล่าวชม
“แต่เจ้าไม่มีทางชนะข้าหรอกน่า!!”

ชายร่างยักษ์ออกแรงมากกว่าเดิม ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวผมกำลังจะจมลงไปในพื้นดิน ผมเองก็ออกแรงเต็มที่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยฝึก MMA เพื่อป้องกันตัวเอง หากทว่า มันไม่มากพอที่จะสู้กับนักรบคนนี้ได้ นี่จะเป็นจุดจบของผมจริงๆหรอ?! ในจังหวะนั้น อาวุธของบัสเตียนแกว่งโดนหวังจะบั่นคอของชายคนนี้ หากทว่าเขาสามารถหลบได้ทัน

“เจ้าเองหรือแบรดลีย์” บัสเตียนพูดขึ้น
“หึ...ข้าเองก็ไม่คิดว่าข้าจะเจอเจ้าในที่แบบนี้เหมือนกัน...บัสเตียน” ชายที่ชื่อแบรดลีย์ตอบรับ
“คราวนี้แหละ ข้าจะกำชัยเหนือเจ้า” บัสเตียนกุมอาวุธของตัวเองในขณะที่พูด
“ถ้าเจ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู” แบรดลีย์ตั้งท่าเช่นกัน
“โทคิโอะ..เจ้าไปช่วยเหลือพวกชาวบ้าน ตัวข้านั้นไม่เป็นไร”

ผมพยักหน้าก่อนจะพุ่งไปยังกลุ่มทหาร โดยที่ผมเองก็รู้ว่า ผมกำลังจะมีบทบาทในสงครามที่ยิ่งใหญ่นี้แล้วก็ได้

______________________________




英国で産まれた帰国子女の金剛デース!ヨロシクオネガイシマース!
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Abyss
สุดยอดมหาเทพ 28 ชั้นบรรยากาศ
สุดยอดมหาเทพ 28 ชั้นบรรยากาศ


จำนวนข้อความ : 734
Join date : 14/07/2010
Age : 20
ที่อยู่ : บนโลกมนุษย์ใบนี้

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History   Mon Oct 08, 2012 10:33 pm

ติชมครับ

ข้อแรกครับ การดำเนินเนื้อเรื่องที่ไว(มาก) จนผมยังตามไม่ทัน และรู้สึกตะขิดตะขวงใจ เนื่องจากมันดำเนินเรื่องเร็วทำให้อรรถรสในการเสพย์นิยายหายไปครับ การที่เราเสพย์นิยาย 1 เรื่อง สิ่งที่เราต้องการนั้นคืออะไร มันมีหลายอย่างครับ ทั้งการใช้ภาษา บทพูด ลักษณะตัวละคร ถ้าเราดำเนินเรื่องเร็วเกินไป มันจะทำให้เราสูญเสียความน่าติดตามไปครับ ผมลองอ่านแล้วจนตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าบร๊ะเอกนิสัยใจคอเป็นยังไง บักสตอร์มโคล๊กนิสัยเป็นไง ผมว่าทำแบบนี้เหมือนกับให้บทแล้วตัวละครออกมาพูดๆๆๆ แล้วไป ตัวละครจะขาดมิติครับ ยิ่งเป็นการดำเนินเนื้อเรื่องแบบบุคคลที่ 1 แล้ว การแสดงคาแรกเตอร์ของตัวละครคนอื่นๆและพระเอกจากการกระทำเป็นสิ่งจำเป็นครับ สำหรับผมแค่อธิบายว่าที่นี่คือที่ไหน ผมว่าน่าจะได้ประมาณตอนนึงเลยล่ะ

ผมเข้าใจว่าอยากให้ตัวละครออกเยอะๆ เพราะว่าเป็นนิยายสมัคร อยากให้ทุกคนมีบทไวๆ จะได้ไม่ใจร้อนเร่งบทกันหรืออะไร แต่ถ้าเราลองแต่งแบบไม่ยัดตัวละคร แต่งแบบไปเรื่อยหรืออืดๆก็ได้ แต่เก็บรายละเอียดได้ทุกเม็ด สร้างตัวละครให้มีมิติให้มีความน่าติดตาม ถึงเนื้อเรื่องจะดำเนินช้าเช่นใด ผมว่าคนก็ยังคงตามอ่านอยู่ดี เพราะมันสนุกแก่การน่าติดตามครับ

ขอบอกแบบไม่เกรงใจใคร ถามว่าผมจะตามอ่านนิยายลักษณะนี้มั้ย ถ้าอ่านเล่นๆแบบไม่ Addict อะไรก็ได้ แต่ถ้าจะอ่านเอาสนุก ผมว่ามันไม่ใช่ครับ

ปล.ผมงง

ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Marco Reus
BWO Story Director
BWO Story Director


จำนวนข้อความ : 441
Join date : 10/03/2012
Age : 22
ที่อยู่ : ความมืด

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History   Mon Oct 08, 2012 10:33 pm

เค้าชื่อ อินาริ มาริเอะ แงๆๆๆๆๆ Crying or Very sad

ตอนนี้มอบให้บัสเตียนเลย ตอนมาช่วยพระเอกแม่มหล่อ Cool
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
ForbiddenOne
Co - Owner
Co - Owner


จำนวนข้อความ : 987
Join date : 29/08/2010
Age : 18

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History   Mon Oct 08, 2012 10:45 pm

มันก็ไวไปจริงๆนั่นแหละ :w;

พระเอกกำลังจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แล้ว เย้!!!!

______________________________


Best Waifu
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
HuntelaarPuls 5 Overpower
The Lazy Staff
The Lazy Staff


จำนวนข้อความ : 1535
Join date : 28/12/2010
Age : 19
ที่อยู่ : อนุบาลหมีน้อยฮอกไกโด

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History   Mon Oct 08, 2012 11:13 pm

บัสเตียนหล่อ Very Happy
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
bambambam
Main Event
Main Event


จำนวนข้อความ : 1016
Join date : 28/04/2011

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History   Mon Oct 08, 2012 11:39 pm

พระเอกมันเก่งแฮะแปปเดียวเข้ากับคนอื่นได้ขนาดนี้ ^^
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
Sorakara Tatakai : Chapter 1 : History
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Bloody Wrestling Online :: BWO : Special Event :: BWO Novel-
ไปที่: