Bloody Wrestling Online

The Number One Cyber Wrestling Online
 
บ้านPortalCalendarช่วยเหลือรายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 Cataclysm : Act VI

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Neferpitou
Moderators
Moderators


จำนวนข้อความ : 349
Join date : 05/12/2012
Age : 20
ที่อยู่ : The Facility of Banned Organizer

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Cataclysm : Act VI   Fri May 22, 2015 5:31 am


“หากเช่นนั้น... เพียงแค่คมขวานแห่งข้าก็มิอาจจะกำราบเพลิงนรกเช่นเจ้าได้สินะ”

  บาบาเรี่ยนร่างยักษ์โคลริมเปล่งวาจาตอบกลับต่อมารปีศาจร้าย พร้อมกับขวานที่เริ่มเปลี่ยนรูปทรงของมันไปทีละเล็กน้อย รอบ ๆ อาวุธชิ้นนั้นถูกปกคลุมไปด้วยปราณอันแรงกล้าหนาแน่น มารร้ายไซอาลอทหาได้คิดที่จะตอบกลับวาจาใด ๆ สู่ปรปักษ์ตนเว้นเสียยิ้มแสยะออกมาอย่างเริงร่าเท่านั้น ถึงแม้ว่าดินแดนทับทิมแห่งนี้จะเป็นสีแดนฉานดูร้อนระอุ แต่สภาพอากาศมันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย มันถูกความหนาวเหน็บเข้าครอบงำราวกับยมทูตแห่งความตายย่างก้าวสู่ผืนดินแห่งนี้ แม้กระทั่งบรรยากาศที่เงียบครึมหลังลมปากของชายชรานั้นได้สร้างแรงกดดันต่อผู้กล้ามากขึ้น เนื่องเพราะปีศาจร้ายหาได้แสดงอาการกลัวหรือแตกตื่นใด ๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังดีใจเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นโคลริมก็ตระหนักว่าตนมิอาจถอยกลับไปได้แล้วและต้องสู้ถึงที่สุดเท่านั้น เพราะหากตนตายไป... โพรโตเนี่ยนก็เช่นกัน

  ขวานเล่มนั้นเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่ดูยาวกว่าเดิม รูปลักษณ์แลดูเหมือนกับหอกยาวที่มีคมคล้ายกับขวานเท่านั้น อาวุธชิ้นนั้นได้สร้างความประหลาดใจต่ออสูรตนนั้น ทั้งรูปที่ดูพิลิกชอบกล อีกทั้งมันยังดูทรงพลังกว่าขวานเล่มก่อนเสียอีก... แต่ทางด้านมารเพลิงก็มิได้ดูแพ้ ๆ กันเลย ร่างของเขาก่อเกิดเป็นออร่าสีประหลาดในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ปราณเป็นสีเขียวเข้มอมดำ ตัดราวกับแม็กม่าไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่สีที่ดูเปลี่ยนไปเท่านั้นและปราณนั้นก็แปลงรูปทรงเป็นสิ่งประหลาดคล้ายกับแขนขาของมนุษย์ ซึ่งสิ่งที่ปรากฏเหล่านั้นก็ทำให้ตัวแทนนักสู้เผ่ามนุษย์นั้นแสดงถึงความเกลียดชังต่อมัน อัปลักษณ์ !! ไร้ซึ่งศีลธรรม !! ชายผู้กล้ายังคงจดจ้องกับพลังงานประหลาดเหล่านั้น... เฝ้าดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และหาทางที่จะต่อกรกับมัน

“พลังแห่งบาป... งั้นหรอ ?” โคลริมกล่าวขึ้น “นี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ข้าได้เห็นมัน !!”
“เชิญกล่าวสุนทรภจน์ให้พอใจเสีย... เพราะมันจะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้แกได้เอ่ยอีกต่อไป !!”

  เมื่อสิ้นสุดวาจาของคู่อาฆาตนี้... มารร้ายก็เป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปจู่โจมบาบาเรี่ยนก่อนด้วยความเร็วที่น่าพิศวง เพียงไม่กี่ชั่วพริบตา มารร้ายตนนี้ได้ประจักษ์อยู่ต่อหน้าของชายผู้นั้นไม่กี่ฝ่าเท้าเท่านั้น ด้วยสัญชาตญาณของนักสู้... โคลริมออกเพลงหอกฟาดฟันเข้าที่ใบหน้าของมารร้าย มันกลับทำได้แค่พอเฉียดกายหยาบของปีศาจเท่านั้น จากนั้นไซอาลอทได้กำหมัดตนเข้ากระทุ้งใส่ท้องของบาบาเรี่ยนอย่างจัง ความรุนแรงนั้นทำให้ชายร่างยักษ์ไถลตัวออกไป ว่าแล้วมารเพลิงกระโจนตัวเข้าไปหาศัตรูของตนอีกครั้งแต่ก็ได้มีหัตถ์พสุธาผุดขึ้นมาจากผืนดินและตบร่างของมารร้ายนั้นด้วยความแรงจนกายาของมารเพลิงกระแทกลงกับพื้นแล้วกระเด้งขึ้นไปเหนือผิวดิน ทันใดนั้นชายแก่ผู้นี้ก็ซัดหมัดหนักใส่ไซอาลอทจนปลิวออกไปกระแทกกับป่าสีแดงเหล่านั้น ทั่วทั้งขอบเขตที่ร่างกายของมารเพลิงถูกซัดไปถูกทำลายจนราบคาบ ไม่มีแม้แต่พืชพรรณใดที่หลงเหลือเลย

  ในจังหวะที่ไซอาลอทกำลังพยุงร่างตนขึ้นมา โคลริมก็พุ่งตัวเข้ามา... แต่ในช่วงเวลานั้นเอง ร่างกายของผู้กล้าเหมือนกับถูกมนต์สะกดอะไรสักอย่างจนมิอาจขยับตัวได้ เขาสังเกตไปที่รอบ ๆ ร่างกายของตนจึงพบว่ามันถูกพลังแห่งบาปเกาะติดอยู่ ว่าแล้วมารเพลิงก็ดึงตัวของบาบาเรี่ยนแก่เข้ามาด้วยพลังบาปของตน ที่อกของมารร้ายได้ก่อเกิดเป็นหัวมังกรตัวเดิมอีกครั้ง มันง้างปากออก ปล่อยลิ้นแหลมคมที่พุ่งเข้าสู่หัวใจของเหยื่อ แต่แล้วโคลริมได้ท่องคาถาอะไรสักอย่างจนตนสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการนั้นแล้วฟันลิ้นมังกรนั้นจนขาดเป็นสองเสี่ยงสร้างความเจ็บปวดให้แก่ปีศาจเพลิง เมื่อนั้นโคลริมจึงใช้หอกแหลมคมของตนโจมตีต่ออสูร แต่หอกท่อนนั้นก็ถูกพลังประหลาดสีเขียวเข้มนั้นจับเอาไว้โดยเปล่งรูปลักษณ์ออกมาเป็นมือปราณ มารร้ายดึงอาวุธแห่งบาบาเรี่ยนเข้ามาหาตนพร้อมกับถีบร่างของศัตรูผู้นั้นออกไป โคลริมล้มลงไปกับพื้นและพยายามลุกขึ้นมาด้วยกำลังของตนก็ได้ถูกมารเพลิงเอาหอกของตนแทงเข้ากลางหลัง

“ฉึก !!!!”

“อ๊ากกกกกก !!” บาบาเรี่ยนแก่ผู้นั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ได้รับมา ทำเอามารเพลิงรู้สึกเริงรมย์กับบทเพลงแห่งความเจ็บปวดนั้น
“รู้สึกทรมาณ... ราวกับว่าตนได้ตายไปแล้วสินะ !!” มารเพลิงตนนั้นเอ่ยพร้อมกับปลดปล่อยพลังแห่งเพลิงเข้าสู่ร่างกายของโคลริมผู้นั้น
“ก่อนเจ้าตาย... ข้าจะให้ของขวัญแก่เจ้า !! เจ้าจะได้รับความทรมาณเช่นเดียวกับเหล่าชายโพรโตเนี่ยนได้จะได้รับมัน !!”
“ไม่มีวัน !!”

  เมื่อโคลริมกล่าวขานต่อต้านต่อมารเพลิงแล้ว... จู่ ๆ อาวุธหอกชิ้นนั้นก็สั่นดูไม่ปกติและพุ่งออกจากร่างของมนุษย์พุ่งเข้าแทงทะลุร่างของมารเพลิงเสียเอง ราวกับว่าอาวุธนั้นมีชีวิตอยู่ยังไงยังงั้น เพราะการโจมตีเหล่านั้นหาได้มีใครจับที่ปลายหอกนั้นเลย มันทำให้มารเพลิงถอยห่างออกจากชายชราด้วยแรงซัดของอาวุธชิ้นนั้น ชายแก่ผู้นั้นค่อย ๆ ลุกขึ้นมาช้า ๆ... ใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสแผลลึกที่กลางหลังตน ปลดปล่อยพลังแห่งธุลีปิดทั่วทั้งบาดแผลนั้นจนสนิท แม้กระทั่งเลือดหยดเดียวก็มิได้ไหลรินออกมาเลยด้วยซ้ำ เมื่อนั้นตนก็ดึงอาวุธของตนกลับมาเหมือนกับที่เคยทำเมื่อตนใช้ขวาน บาบาเรี่ยนจับอาวุธนั้นแล้วเข้าโจมตีใส่มารเพลิงอีกครั้งจนอสูรล้มลงไปกับพื้น ทันใดนั้นผู้กล้าก็ใช้หอกนั้นแทงลงไปที่กลางอกที่เป็นหัวมังกรนั้นทะลุลงไปจนคมหอกทิ่มลงกับพื้น มังกรที่ปรากฏนั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันถูกแทงทะลุปากด้วยหอกท่อนนั้น แต่ถึงกระนั้นทั่วทั้งบาดแผลก็ได้ก่อเกิดลาวาเพลิงที่พุ่งออกมาดั่งเช่นหางของมังกรเข้ารัดตัวของโคลริม แต่พันธนาการนั้นก็หาได้หยุดชายผู้นี้ได้ เขาปลดปล่อยเพลงหอกจนหลุดพ้น ถอยกลับไปตั้งหลัก... รอดูปฏิกริยาของอสูรอยู่ใกล้ ๆ

  เขาเห็นมารร้ายค่อย ๆ ลุกขึ้นมาโดยที่หางลาวาที่ไหลออกมาได้พุ่งลงไปสู่ผืนดิน... ที่บาดแผลของมารร้ายที่ได้รับมาจากหอกนั้นเริ่มฟื้นฟูทีละเล็กทีละน้อย และทันใดนั้นที่ใต้ผืนดินที่โคลริมเหยียบย่ำอยู่นั้นได้เกิดไอร้อนระอุขึ้นและผุดออกมาเป็นหางมังกรลาวาจำนวนมากที่เข้ารัดทั่วทั้งร่างของบาบาเรี่ยนจนมิอาจจะหลุดจากมันได้ แล้วไซอาลอททรงตัวขึ้นมาและย่างก้าวเข้าไปหาชายผู้เป็นปรปักษ์ ที่มือของมารเพลิงมีวิญญาณรั่วไหลออกมาเป็นปริมาณมาก ถึงจะอย่างนั้นก็ตามทีแต่วิญญาณเหล่านั้นก็มุ่งตรงเข้าไปสู่ร่างกายของมนุษย์ร่างมหึมาพร้อมกับดูดบางสิ่งบางอย่างออกมาทีละเล็กทีละน้อย สิ่ง ๆ นั้นดูคลับคล้ายว่าเป็นปราณบริสุทธิ์ ซึ่งพลังงานเหล่านั้นถูกดูดซับเข้าไปในอณูรูขุมขนของอสูรกาย เป็นดั่งพลังที่เพิ่มพูนให้แก่ตน... ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อกลับมีสภาพที่เริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ หนังหยาบของมนุษย์เริ่มแห้งกร้าน ผิวเริ่มซีดขาว... พลกำลังที่ลดลงจนอาวุธที่อยู่มือของบาบาเรี่ยนร่วงลงจากมือของผู้เป็นเจ้าของ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้สร้างความพึงพอใจต่อมารเพลิง เขาหัวเราะเบา ๆ พลางไปด้วยความสนุกสนาน

“ช่างหอมหวานเสียเหลือเกิน... รสชาติวิญญาณแห่งผู้กล้าคนสุดท้ายแห่งโพรโตเนี่ยนมันช่างตราตรึงใจข้าจริง ๆ” มารร้ายเอ่ยขึ้นเมื่อตนกำลังดูดกลืนวิญญาณแห่งโคลริม
“ใช่... มันช่างดีอะไรเช่นนี้ !! วิญญาณบริสุทธิ์ให้พลกำลังข้าเพิ่มพูลเป็นเท่าตัวเลย !!” ไซอาลอทยังคงพร่ำบ่นไป เมื่อบาดแผลที่ร่างกายตนถูกฟื้นฟูอย่างรวดเร็วผิดปกติ
“จนจมดิ่งลงไปสู่ผืนพสุธาสินะ...”
“อะไรนะ ?”

  ทันใดนั้นร่างของปีศาจร้ายเริ่มจมลงสู่ผืนดินช้า ๆ ราวกับถูกทรายดูดลงไป เมื่อไซอาลอทหันไปมองที่ใต้ลำตัวตนก็พบว่ามีเหล่าหัตถ์ธุลีที่เกาะร่างของปีศาจไว้แน่นพร้อมกับกระชากร่างเพลิงนั้นลง เมื่อไม่กี่วินาทีแรกร่างนั้นถูกดึงลงไปด้วยความเร็วที่ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อหลังจากที่บริเวณเอวของอสูรตนนั้นจมดิ่งใต้ผืนดินแล้ว เหล่ามือพสุธานั้นกลับกระชากไซอาลอทด้วยความเร็วที่ต่างออกไป รวดเร็ว... ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว

“โคลริม !!” มารตนนั้นคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวใต้หลุมลึกที่ตนถูกดึงลงไป

  ด้วยพลกำลังของบาบาเรี่ยนนั้น... โคลริมจึงสามารถสลัดหางมังกรอัคคีที่พันรอบร่างของตนได้ ถึงแม้ว่าเพลิงเหล่านั้นจะพยายามที่จะรุกรานอีกครั้ง แต่ก็มิอาจเป็นผลได้ ชายแก่ผู้นั้นหยิบหอกแห่งบาบาเรี่ยนขึ้น หลังจากนั้นตนจึงชูมันขึ้นเหนือหัวแล้วชี้ปลายหอกลงไปที่หลุม ๆ นั้น ไม่ทันไรแท่นหินศักดิ์สิทธิ์โผล่เหนือจากหลุมกว่าสิบเมตร พุ่งตรงลงกระแทกใส่เป้าหมายใต้หลุมลึก “ตึงงงงง !!” มันได้ทับร่างของมารเพลิงจนมิสามารถออกมาจากใต้ผืนดินนั้นได้ เมื่อนั้นแล้วชายชราได้กระโดดขึ้นไปเหนือแท่นพร้อมกับปักหอกท่อนนั้นลงไปเกิดเป็นวงแหวนเวทย์รอบบริเวณนั้น ราวกับว่าตนใช้วิชาผนึกปีศาจร้ายตนนี้ยังไงยังงั้น พอเวลาผ่านไปได้สักพัก... ทุกอย่างดูเงียบงันไร้ซึ่งเสียงใด ๆ นอกเสียจากลมหายใจแห่งบาบาเรี่ยนเท่านั้น เงียบสงัดราวกับเป็นสัญญาณสิ้นสุดสงคราม ชายชราเริ่มเหนื่อยหอบจากการต่อสู้จนร่วงลงมาจากแท่นด้วยความเหนื่อยล้า ดูเหมือนชายผู้นี้แทบจะหมดแรงที่จะลุกเสียด้วยซ้ำ ซึ่งตนทำได้แค่นอนแผ่ราบกับผืนหญ้าสีทับทิมขจัดความเหนื่อยเท่านั้น

  ณ ดินแดนมรกต... ชายผู้เศร้าโศกโครนอสยังคงร่ำไห้ต่อแม่มดหญิงผู้เป็นนายของตนอยู่ เขากอดร่างของเธอแน่นที่สุดเท่าที่กำลังของตนจะมี ในรถม้าคันนี้แล้ว นอกจากเสียไคร่ครวญของชายผู้สวมผ้าคลุมและทารกน้อยทั้งสองแล้ว ก็หาได้มีเสียงใดปะปนเลยแม้แต่น้อย เมื่อเวลาผ่านไปชายหนุ่มผู้นี้ได้ยินเสียงของนายตนพยายามเรียกหาตนอยู่ เขาสับสนว่านั่นคือความจริงหรือภาพมายาที่หลอกหลอนตน ด้วยความที่ตนติดในภวังค์แห่งความเศร้า จึงมิอาจที่จะแยกได้ว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือเรื่องจอมปลอม แต่เสียงเรียกขานนามนั้นหาได้หยุด

“คะ... โคร... โครนอส” เสียงของแม่มดหญิงผู้นั้นแผ่วเบาดูไร้เรี่ยวแรง จนในที่สุดชายผู้นั้นก็รู้สึกตัว สามารถแยกมันออกว่าเสียงที่เรียกตนอยู่คือความจริง หาใช่นิยายใด
“ครับ !! ท่านนายหญิง...” โครนอสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ปลาบปลื้มดีใจที่ได้ยินเสียงเธออีกครั้ง
“ลูกข้า... ลูกของข้าอยู่ที่ไหน”
“ปลอดภัยดีครับ !!”
“ดาบ... นำเอาดาบของเอลทวอรน์มาแก่ข้า... เร็วเข้า !!”

  ชายหนุ่มผู้นั้นเมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้านายตนแล้ว เขาจึงปล่อยร่างของเธอ ให้เธอนอนลงกับพื้นและตนเดินออกไปนอกคันรถเพื่อเสาะหาดาบเล่มนั้น เขาเดินออกไปได้ไม่นานนักก็พบกับร่างไร้วิญญาณของนักดาบที่สวมเครื่องเต็มยศนั้น เขามีผ้าคลุม... ผมสีทองยาวสลวย ดูท่าชายผู้ไร้วิญญาณนั้นจะเป็นเจ้าของดาบที่มาเรียต้องการ ว่าแล้วโครนอสจึงไม่รอช้าที่จะหยิบดาบเล่มนั้นมา วิ่งกลับไปหาเธออย่างเร็วพลัน ส่งดาบนั้นให้กับเธอโดยมิได้เอ่ยวาจาใดกลับไป เมื่อนั้นแม่มดจึงไดขยับปากตน ท่องคาถาอะไรสักอย่างจนเกิดแสงประกายสีทองรอบ ๆ ดาบเล่มนั้น อีกทั้งตัวดาบเองยังลอยอยู่เหนืออากาศแทนที่จะเป็นผืนดินที่ชายสวมผ้าคลุมวางมันลง สิ่งที่ประจักษ์ต่อหน้าของชายหนุ่มนั้นได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ตนเองอย่างมาก ซึ่งแม้กระทั่งเขาเองก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่เอ่อล้นออกมาจากดาบ สักพักดาบเล่มนั้นก็ระนาบลงกับพื้นเช่นเดิม แต่ออร่าสีเหลืองทองยังคงไหลรินออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน

“ข้าคงอาจจะอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นานนักแล้ว... รับเอาดาบเล่มนี้ไปสิ โครนอส” เธอพูดแผ่วขึ้นพร้อมกับมองไปที่ดาบเล่มนั้น
“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับท่านมาเรีย... ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย !! ท่านจะไม่เป็นอะไร...”
“เจ้าและข้า... ต่างก็รู้ดีว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้น” เธอเอ่ยตอบ “เพราะฉะนั้น... เจ้าควรทำในสิ่งที่เจ้าควรจะทำ... หยิบดาบเล่มนั้น ช่วยโพรโตเนี่ยนให้พ้นจากภัยร้าย...”

  ชายผู้นั้นหาได้ตอบวาจาใดแก่เธอเว้นแต่ที่จะหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมา เขารับรู้ถึงพลังที่มหาศาลภายในดาบกล้าเล่มนี้ แต่ถึงพลังจะมากแต่เพียงใดก็มิอาจที่จะหยุดความโศกเศร้าของชายผู้นี้ได้ น้ำตาของชายกล้าไหลรินทั่วใบหน้าตน ซึ่งแม่มดผู้นั้นเห็นแล้วก็มิอาจจะคำพูดใดตอบกลับไปได้ เธอเพียงแค่เอ่ยคำว่า “ทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง” ต่อชายผู้นั้นเท่านั้น เพียงแค่คำพูดเล็กน้อยนั้นก็ทำให้ชายผู้นั้นคืนสติตนกลับมา

“ข้าอยากจะฝากอะไรแก่เจ้าอีกสักอย่าง... ชื่อของพวกเขาทั้งสอง ทารกที่จะเติบโตเป็นผู้กล้าในวันข้างหน้า”
“เงี่ยหูมาสิ...”

  โครนอสได้ทำตามที่เธอบอก เขาเอียงหูตนเพื่อรับฟังสิ่งที่เธอกำลังจะเอ่ย... เหมือนกับสิ่งนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาจะเคยได้ยินมาในชีวิตแล้ว ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของหญิงสาวผู้นี้จะดูแหบแห้งจนฟังไม่ถนัด แต่ชายผู้นี้กลับเข้าใจในทุกคำพูดของหล่อนโดยไม่มีผิดเพี้ยนเลย เขาไม่เอ่ยคำใดนอกเสียจากเสียงร่ำไห้... เฉกเช่นทารกทั้งสองที่กำลังกระทำอยู่ เมื่อเขายกหูตนกลับ ชายผู้นี้ไม่เอ่ยวาจานอกจากยิ้มให้แก่เธอเสียเท่านั้น เธอยิ้มตอบกลับเขา

“จงไปเถิดโครนอส... ทำในสิ่งที่เจ้าควรจะทำ !!”

  ชายหนุ่มเช็ดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้าและเดินออกไปจากรถม้าคันนั้นพร้อมกับดาบที่เต็มไปด้วยปราณแห่งความหวัง เขามองย้อนกลับไปหานายของตน เธอกำลังหันไปหาลูกน้อยทั้งสอง ร้องไห้พลางไปพร้อมกับสื่อสารต่อลูกน้อยเหล่านั้น วาระสุดท้ายของแม่มดกล้าที่จะได้อยู่กับลูกตน... นั่นคือสิ่งที่ชายผู้นี้คิดในหัว เขากำดาบเล่มนั้นไว้แน่นจนพลังสีเหลืองทองซึมซับเข้าสู่ร่างกายของตน ไม่นานนักเหล่าปราณได้แตกซ่านทั่วกายาของชายผู้กล้านี้ มันดูสง่า อบอุ่นและน่าเกรงขาม ราวกับพลังแห่งชีวิตที่ไหลมาไม่มีที่สิ้นสุด เขาเดินตามทางสีมรกต ทุกฝีก้าวนั้นทำให้ผืนหญ้าที่ตายไปกลับมามีชีวิตได้ ดั่งเทพที่ปกป้องโลกไม่มีผิด ตอนนี้ชายผู้นี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความกล้า และความหวังที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง... สิ่งที่ควรจะทำ

“ดาบเล่มนี้... ผมจะฟาดฟันมันเพื่อคุณเอง มาเรีย !!”

  เสียงถอนหายใจของชายร่างยักษ์ถูกเปล่งออกมาถี่ ๆ อย่างผิดปกติ... ราวกับเกิดอาการกำเริบอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นเพราะเขาใช้ปราณมากเกินไปในขณะที่ต่อกรกับปรปักษ์แห่งเพลิงตนนั้น ความเหนื่อยล้าไม่อาจทำให้ชายผู้นี้ลุกขึ้นมาได้โดยง่าย “มันจบแล้ว...” นั่นคือสิ่งที่ชายผู้นี้คิดอยู่ในหัวตัวเองหลังจากความเงียบหลังสงคราม

“กึก ๆ !! กึก ๆ ๆ ๆ ๆ !!”

   เสียงสั่นประหลาดดังขึ้นมาสู่เหนือผืนดิน สร้างความตกใจให้แก่บาบาเรี่ยนที่เหนื่อยหอบนั้น เขาหันไปมองแท่นหินศักดิ์สิทธิ์สูงราวสี่เมตรจากผิวดินสั่นเล็กน้อย เช่นเดียวกับพื้นดินที่ดูสั่นสะเทือนผิดปกติ นอกจากนั้นแล้วคาถาวงเวทย์นั้นเริ่มก่อประกายแสงออกเป็นสีแดง ซึ่งสิ่งที่ปรากฏชัดเจนนั้นทำให้สีหน้าของชายผู้กล้าเปลี่ยนไป เขาพลางบ่น “เป็นไปไม่ได้ !!” พร้อมกับพยุงตัวขึ้นมาโดยใช้แรงขาและแขนทั้งสองข้างที่เกาะกับต้นไม้สีแดง แรงสั่นดูหนักหน่วงขึ้นทุกครั้ง มันเริ่มถี่มากขึ้น รวดเร็วขึ้น... เมื่อโคลริมยืนด้วยลำแข้งตนได้แล้ว เขาได้ควบคุมอาวุธหอกที่ปักอยู่เหนือแท่นหินกลับมาเข้าที่มือตนเอง ถอยกลับไปข้างหลังคล้ายกับรู้ตัวว่าคาถานั้นมิอาจจะเป็นผลต่อปีศาจร้ายนี้ได้

“ตูมมมมม !!!!!”

  ระเบิดอัคคีปะทุขึ้นพร้อมกับกลุ่มฝูงควันตลบในรอบอาณาเขตนั้น ชายชราเอามือข้างหนึ่งกันฝุ่นควัน ถึงกระนั้นที่เขาก็ยังสามารถมองเห็นภายหน้าตนได้ แท่นหินนั้นพังเป็นเสี่ยง ๆ เหมือนที่ข้างหน้านั้นจะผุดเป็นมืออสูรยื่นออกมาจากผืนดินใต้หลุมนั้น มันรุมล้อมไปด้วยออร่าเพลิงและพลังแห่งบาปรวมเข้าด้วยกัน เมื่อนั้นไซอาลอทก็ขึ้นมาจากหลุมลึก ปราณสีส้มเขียวนั้นได้รวมเข้าไปหนึ่งเดียวก่อเป็นร่างปีศาจตัวใหญ่ปกคลุมทั่วทั้งร่างของไซอาลอทประดุจเป็นร่างกายอีกชั้นหนึ่ง แต่พลังงานเหล่านั้นไม่ได้ดูขุ่นจนไม่สามารถมองเห็นร่างจริงของมารเพลิง โคลริมเริ่มรู้สึกถึงพลังที่ต่างออกไป ราวกับว่านั่นไม่ใช่ไซอาลอทที่ตนต่อกรด้วยเมื่อครู่เลย มือที่กำหอกไว้แน่นเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา ใบหน้าที่เหงื่อไหลตกไม่หยุดหย่อน เหมือนกับการแสดงถึงความกลัว... ต่ออสูรกาย... ต่อความตายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า !!

“ข้าหมดความอดทนกับการต่อสู้ปัญญาอ่อนนี่เต็มทนแล้ว !!” มารร้ายเอ่ยพลางกับเดินเข้าหาโคลริมอย่างรวดเร็ว
“ถึงเวลาที่ข้าจะทำให้มันจบ ๆ แล้ว !!”

  ทันใดนั้นมารเพลิงได้วิ่งตรงเข้าไปหาบาบาเรี่ยนท่ามกลางฝุ่นควัน โคลริมเตรียมตั้งรับโดยที่ไม่รู้ว่ามารตนนั้นจะโผล่มาจากฝั่งไหน ถึงแม้ร่างของไซอาลอทจะมีแสงปกคลุมทั่วกายก็ตามที แต่ก็หาใช่เรื่องง่ายเช่นกันที่จะมองเห็นมันอย่างทะลุปลุโปร่งภายใต้ควันเหล่านี้ เพียงชั่วพริบตา... ไซอาลอทพุ่งชนใส่โคลริมจากทางด้านซ้าย แต่ชายแก่กลับไหวตัวทันจนโยกตัวหลบออกไปด้านข้าว ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง โคลริมเหวี่ยงหอกตนฟันเข้าใบหน้าของมารเพลิง แต่ด้วยออร่าที่ปกป้องกายของไซอาลอทนั้น ชายแก่จึงทำได้แค่สร้างรอยขีดข่วนที่ใบหน้านั้นเท่านั้น ไม่นานนักโคลริมก็ถูกไซอาลอทฟาดเข้าอย่างจังด้วยออร่าที่จับตัวกันจนเป็นรูปหางมังกรขนาดยาว แรงฟาดนั้นทำให้โคลริมไถลตัวออกไปสักระยะจนออกจากฝูงควัน จากนั้นไซอาลอทก็พุ่งออกมาจากกลุ่มควัน ง้างมือตนแล้วฟาดมันลงไปใส่ร่างของโคลริม ชายแก่ใช้หอกแห่งบาบาเรี่ยนตนกำบังการโจมตีนั้น

“เพล้งงงงงง !!!!”

  หอกเหล็กกล้าแห่งนักสู้บาบาเรี่ยนแตกเป็นสองส่วนจากแรงกระแทกของกำลังแขนแห่งปีศาจ แต่ด้วยแรงของปีศาจร้ายที่ฟาดฟันมาทำให้โคลริมทรุดถอยออกไปตามแรงผลักที่ได้รับ จังหวะที่โคลริมพยายามตั้งรับนั้นเอง ตนก็ถูกหมัดเพลิงซัดจนทะลุร่างเสียแล้ว แต่ไซอาลอทหาได้ที่จะดึงหมัดข้างนั้นกลับไป เขายกขึ้นมาพร้อมกับร่างบาบาเรี่ยนตัวหนาได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าตัวเองกำลังยกอากาศขึ้นเลย โคลริมครางครวญด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์ ต่างจากมารเพลิงที่หัวเราะอย่างสะใจ

“จงสูดจมหายใจสุดท้าย.. จากความปราณีแห่งข้าซะ โคลริม !!”
“เมื่อหลังที่เจ้าได้รับลมหายใจนั้นจนเต็มปอดแล้ว ข้าจะส่งเจ้าไปสู่แดนอเวจีอย่างสงบ !!”
“และอีกไม่นาน ข้าจะส่งโพรโตเนี่ยนลงหลุมไปพร้อมกับแก !!”

  สิ้นสุดวาจาของมารแห่งบาป เขาได้ปลุกหัวมังกรที่กลางอกออกมาอีกครั้ง ลมหายใจอันร้อนระอุแห่งมังกรทำให้โคลริมรู้สึกถึงไอร้อนที่อยู่ภายในนั้น มันคือเพลิง... เพลิงแห่งบาปที่ขจัดทุกชีวิตที่ขวางหน้า เมื่อนั้นปากมังกรได้ถูกง้างออก ความร้อนถูกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจนสามารถเผาผืนหญ้าสีแดงได้อย่างง่ายดาย ว่าแล้วมารเพลิงจึงขับบางสิ่งออกมาจากปากมังกรนั้น มันเป็นเพลิงที่รวบรวมอย่างแน่นหนาซึ่งมีอานุภาพที่จะทำลายล้างสิ่งมีชีวิตต่อหน้าให้กลายเป็นฝุ่นควันได้ภายในพริบตา

“บอกลาโพรโตเนี่ยนซะ !!”

“ฉึกกกกก !!”

  เลือดแห่งเพลิงไหลพล่านออกมาจากอกด้วยคมดาบประกายแสงสีทอง ดาบเล่มนั้นดูสวยงามราวกับเป็นทองทั้งเล่ม มันคือดาบแห่งเอลทวอรน์... ดาบที่ถูกฝังด้วยพลังแห่งแม่มดมาเรีย ผู้ถือมันคือชายสวมผ้าคลุมผู้กล้าโครนอส เขาแทงดาบเล่มนั้นจากกลางหลังของไซอาลอท จนปลายดาบทะลุออกมากลางหัวมังกรนั้น ความเร็วของการจู่โจมเมื่อครู่นี้รวดเร็วเทียบเท่ากับผู้ใช้เดิมเอลทวอรน์ ไม่สิ !! มันดูรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า... มันคือแสง !! แสงแห่งความหวังของพระผู้เป็นเจ้า การโจมตีนั้นสร้างความเจ็บปวดและอารมณ์โทสะแก่มารเพลิงจนถึงขั้นขีดสุด ไซอาลอทลืมความเจ็บปวดนั้น ดึงตัวออกมาจากคมดาบและหันไปข้างหลัง แล้วจัดการจับร่างของโครนอสโดยพลัน ไม่นานนักร่างของโครนอสก็ถูกซัดไปด้วยพลังวิญญาณร้ายจนกระแทกสู่ต้นไม้ใหญ่ เขาหมดสติไปในทันทีและวิญญาณเหล่านั้นก็ดูดกลืนพลังงานของชายสวมผ้าคลุมอย่างเอร็ดอร่อย บาบาเรี่ยนแก่หลุดออกมาจากแขนแห่งเพลิง เขามองไปที่หลังของไซอาลอทและพบกับว่ามันมีวงเวทย์แปลกประหลาดอยู่ ถึงแม้เส้นวงเวทย์จะเป็นสีดำสนิทก็ตามที แต่ออร่าอ่อน ๆ ที่กระจัดกระจายออกมากลับเป็นสีทองสวยสง่า

“วงเวทย์นั่น... หรือว่า ?!” โคลริมเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบปลายหอกส่วนที่หักขึ้นมา

  ไซอาลอทหันกลับไปหาโคลริมด้วยโทสะที่ปะทุราวกับภูเขาไฟที่ระเบิด ร่างกายรอบ ๆ ของไซอาลอทเริ่มมีรอยแตกประหลาดที่รวมกับเพลิงลาวา เมื่อนั้นแล้วโคลริมมิอาจรอช้า เขาได้โยนหอกคมแห่งบาบาเรี่ยนเข้าไปที่บาดแผลจุดเดียวกันกับคมดาบเมื่อครู่ และมันก็เข้าไปจุด ๆ นั้นโดยที่มารเพลิงมิอาจจะตั้งรับทัน อสูรร้ายปลิวไปด้วยความแรงของการขว้างหอกท่อนนั้นจนกระแทกกับภูเขาสีแดง เมื่อโคลริมกำลังย่างก้าวเข้าไปหาปีศาจร้าย ไซอาลอทจึงพยายามที่จะดึงหอกนั้นให้หลุดออกจากร่าง แต่เหมือนยิ่งตนจะใช้พลังมากเท่าไหร่ แต่กลับกลายเป็นว่ามันยิ่งแทงเข้าไปลึกลงเท่านั้น อีกทั้งหอกยังแสดงถึงปฏิกริยาต่อต้านมารเพลิงโดยประกายเป็นแสงสีทองที่สร้างความเจ็บปวดให้กับร่างอัคคีนั้น

“ต่อให้พลกำลังเช่นไททันก็มิอาจดึงมันออกได้...”
“ทำไม ?! ทำไม ?! ทำไมกันนนน !!” ไซอาลอทระเบิดเสียงตะโกนด้วยความไม่ยอมรับต่อสิ่งที่ตนกำลังเผชิญ ตนคิดเพียงแค่ว่าตนทำได้ทุกอย่าง... เมื่อพบเจอกับสิ่งนี้แล้ว มันจึงสร้างความโกรธเกรี้ยวให้ตัวเอง
“ดาบเล่มเมื่อครู่... มันสร้างวงเวทย์ที่มีระบบคล้ายคลึงกับที่ลูกสาวข้าใช้ผนึกพลังแห่งซินโดร่าแก่ทารกทั้งสองของหล่อน” โคลริมอธิบายอย่างใจเย็นกลับไป
“ไม่มีใครทำร้ายพันธนาการนี้ได้นอกจากลูกสาวแห่งข้า !!”

  เมื่อนั้นชายชราจึงพนมมือตนต่อหน้ามารเพลิง ท่องคาถาบางอย่างที่ทำให้หอกนั้นเสียบลึกลงไปในร่างของมารเพลิง มันส่องแสงออกมามากกว่าเมื่อครู่เป็นหลายเท่า อสูรร้ายเริ่มดิ้นเพื่ออิสรภาพ แต่เหมือนมันจะไม่ได้ผลเลยสักนิด แม้ตนจะพ่นไฟกล้าออกมาจากปากก็ตามที มันก็สลายไปเมื่อกระทบกับแสงแห่งความหวังนั้น ไซอาลอทร้องลั่นด้วยความทรมาณราวกับว่ากำลังจะสิ้นชีวาไม่ช้า นี่เป็นครั้งแรกที่โคลริมหรือโครนอสได้ยินเสียงกรีดร้องของมารเพลิงที่แสนจะทรมาณนี้ พิธีผนึกพันธนาการใกล้จะเข้าถึงจุดสิ้นสุด ร่างกายของมารเพลิงเริ่มมีวิญญาณกระจัดกระจาย ร้องเรียกหาอิสรภาพเฉกเช่นอสูรทำ เหล่าวิญญาณเหล่านั้นไหลลงสู่ผืนดินโดยมีศูนย์กลางเป็นมารเพลิง ไม่นานนักมันก็ได้พุ่งออกมาเหนือผืนดินหลาย ๆ จุดในดินแดนทับทิม แต่วิญญาณที่พุ่งออกมาเหล่านั้นถูกธุลีที่รวมเข้าด้วยกันผนึกจนอยู่ภายในของหินสูงที่มีปลายแหลมคม กายาแห่งอัคคีเริ่มจะถูกพสุธากลืนกินเข้าทีละเล็กทีละน้อย สายตาที่มารเพลิงแสดงต่อโคลริมเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น จิตสังหารที่จะทำลายล้างผู้กล้าให้สิ้นซาก

“แกคิดว่านี่จะจบลงใช่ไหม ?!! แกคิดว่าชั้นจะถูกผนึกงี่เง่านี่ฝังทั้งเป็นไปตลอดกาลใช่ไหม ?!!”
“ฟังคำข้าไว้เลยโคลริม !! สักวันข้าจะตื่นจากพันธนาการนี้...”
“และเมื่อนั้นโพรโตเนี่ยนและลูกหลานของแกจะต้องตายด้วยน้ำมือข้า !!”

  วาจาสุดท้ายแห่งมารเพลิงเต็มไปด้วยความทรมาณ ความโกรธแค้นต่อโคลริม... ต่อโพรโตเนี่ยน เมื่อคาถาพันธนาการสิ้นสุดลง โครนอสฟื้นสติจากภวังค์ เขามุ่งตรงไปหาโคลริมที่ทรุดตัวลงจากบาดแผลเหล่านั้น ชายหนุ่มพยุงตัวชายร่างยักษ์ขึ้นด้วยความลำบาก

“ท่านโคลริม... ข้าจะพาท่านไปหาผู้รักษาเดี๋ยวนี้ล่ะครับ !!”
“ไม่... ไม่ !! พาข้าไปหามาเรีย... ลูกสาวข้า”
“แต่ว่า...”
“ได้โปรดโครนอส พาข้าไปหาเธอ !!”

  โครนอสแสดงสีหน้าถึงความเป็นห่วงต่อโคลริม แต่ก็มิอาจจะขัดคำขอร้องนั้นได้ เขากำดาบแห่งเอลทวอรน์ไว้แน่น เมื่อนั้นจึงเกิดประกายแสงรอบตัวทั้งสอง แล้วพวกเขาก็ถูกแสงแห่งความหวังนำพาไปยังดินแดนมรกต สถานที่ ๆ ร่างของมาเรียนอนแผ่ภายในรถม้า เมื่อโครนอสเห็นแม่มดผู้นั้นหลับตา หยุดลมหายใจตนไปอย่างสงบจึงแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เช่นเดียวกับบิดาของหล่อนโดยที่ชายแก่หาได้เอ่ยถึงวาจาใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

“เธอ... ” โครนอสพยายามจะเอ่ยอะไรบางอย่าง
โคลริมหาได้เอ่ยวาจาใดกลับไป... เขาเพียงแค่ส่ายหน้าด้วยความเสียใจเท่านั้น “เช่นเดียวกับข้า... ข้าก็เหลือเวลาอีกไม่นานเช่นกัน” เขาเอ่ยเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก
“หมายความว่าเช่นไรครับ ?” โครนอสเอ่ยถาม
“คาถาพันธนาการพสุธากลืนภพน่ะ...  มันมีระบบการทำงานคล้าย ๆ กับผนึกที่ลูกสาวข้าใช้ผนึกพลังแห่งซินโดร่าแก่ลูกของเธอ มันมีเงื่อนไขการใช้งานอยู่ด้วยกันสามข้อด้วยกัน”
“ข้อแรก คาถานี้จำเป็นต้องใช้คนทำงานด้วยกันสองคนเพื่อขับเคลื่อนการทำงาน... ข้อสอง การอัญเชิญวงแหวนเวทย์จำเป็นต้องผ่านคาถาเวทย์ของแม่มดเท่านั้น ซึ่งนั่นคือหนึ่งในผู้ใช้งานคาถานี้จะต้องเป็นแม่มด”
“และข้อสุดท้าย... ถึงแม้มันจะมีประสิทธิภาพในการผนึกได้แม้กระทั่งเทพเจ้าก็ตามที แต่มันก็ต้องแลกกับชีวิตของผู้ใช้ด้วยเช่นกัน”
“อะไรกัน... แสดงว่าคุณก็...”
“ใช่ !! อั๊ก... แค๊ก !! แค๊ก !!” โคลริมล้มลงจามพร้อมกับเลือดปน

  ในขณะนั้นเอง... ชายหนุ่มปาสกวาลรูปงามได้กลับมายังรถม้าคันนี้ สภาพของเขาดูบาดเจ็บพอสมควร พร้อมกับเสื่อผ้าที่ดูสกปรกไปหมดราวกับว่าเขาเพิ่งเดินฝ่าโคลนตมมา ชายหนุ่มผมสีทองเข้าไปดูอาการของนายท่านของตน ไม่นานนักเขาก็หันไปมองชายสวมผ้าคลุมเหมือนกับการถามอาการของนายท่าน โครนอสส่ายหน้า ชายหนุ่มผู้ใช้แซ่กุหลาบไม่เอ่ยคำใด ๆ นอกจากหันไปมองที่เจ้านายตนที่กำลังจะถึงวาระสุดท้าย เขาถอนหายใจ รับไม่ได้กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อนั้นบาบาเรี่ยนแก่ได้กำมือชายหนุ่มผมสีทอง พยายามจะสื่ออะไรบางอย่างต่อเขา

“ข้าขอฝาก... งานให้กับเจ้าสองอย่างปาสกวาล พาเด็กพวกนี้ไปยังที่ ๆ ปลอดภัย... พยายามอย่าให้พวกเขาเข้ามามีส่วนกับเรื่องเหล่านี้”
“แล้วอีกอย่างล่ะครับ ?”
“เมื่อเจ้าทำสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ไปยังถ้ำวิหารแห่งโคลริม... แล้วเจ้าจะรู้สิ่งที่ตัวเองต้องทำเอง”
“เข้าใจแล้วครับท่าน...”

เมื่อโคลริมกล่าวสิ่งที่อยากจะสื่อแก่ปาสกวาลเสร็จ เขาหันไปหาโครนอสที่ยืนพิงกับกำแพงรถไม้ด้วยความโศกเศร้าอยู่

“โครนอส...” โคลริมเอ่ยเรียกชื่อเขา
“ข้าอยากให้เจ้าดำรงตำแหน่งของเอลทวอรน์แทนด้วย”
ชายสวมผ้าคลุมผู้นั้นพยักหน้าตอบกลับ “เข้าใจแล้วครับท่านโคลริม”
“ดี !!...” โคลริมเอ่ย เขานอนแผ่ราบลงไปกับพื้น หลับตาตัวเองลงเหมือนกับกำลังผ่อนคลายตัวเอง “พวกเจ้าไปเถิด ทำสิ่งที่ควรจะทำ”

“ส่วนข้าขอใช้เวลาที่เหลืออยู่กับเหล่าลูก ๆ ของข้า... จนกว่ามันจะหมดลง”

______________________________

''Tyvärr, Jag måste döda dig. För kungen...''

Bill Alfenolf's Career Highlight
Former member of the Project-X
BWO Team of The Year 2013 - Project X (As a former member)
BWO Heel of The Year 2013 - Project X (As a former member)
BWO Face of the Year 2014
BWO No.10 Grand Slam
BWO Triple Crown
The Man and Only one man who Ended Mike Sanderson's Streak at the Siam Survivor with 4-1
1 Time BWO World Heavyweight Champion
1 Time BWO Xtreme Star Champion
1 Time BWO Deadly Champion (After Debut in BWO 1 Month)
1 Time BWO X-Tag Team Champion (w/ Dave Rollins)
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.facebook.com/BillAlfenolf
 
Cataclysm : Act VI
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Bloody Wrestling Online :: BWO : Special Event :: BWO Novel-
ไปที่: