Bloody Wrestling Online

The Number One Cyber Wrestling Online
 
บ้านPortalCalendarช่วยเหลือรายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 A.I. : ตอนที่ 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
ForbiddenOne
Co - Owner
Co - Owner


จำนวนข้อความ : 987
Join date : 29/08/2010
Age : 18

ตั้งหัวข้อเรื่อง: A.I. : ตอนที่ 2   Sun Jan 03, 2016 9:27 am

ตอนที่ 2

“ในที่สุด..”

คาร์ธล้มทั้งยืนจนทรุดไปลงกับพื้นอันขรุขระลงทันที ความเหนื่อยล้าที่เขาสะสมมาตลอดบัดนี้มันได้บรรลุเป้าหมายเสียที การเดินทางอันแสนยาวนานของเขาจากประเทศรัสเซียมายังประเทศเกาหลีนั้นใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 1 ปีเต็มๆ ถึงแม้เมืองวลาดิวอสตอคจะอยู่ใกล้กับเกาหลีมากที่สุดก็ตาม แต่อุปสรรคต่างๆที่เขาต้องฝ่าฟันนั้นมันไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยเท้า เสบียงอาหาร ที่สำคัญเลยคือการที่ต้องต่อสู้กับหุ่นยนต์หรือ A.I. มาตลอดทาง

“นายยังไหวไหม ? เดี๋ยวชั้นจะเรียกหน่วยแพทย์มาให้” รินก้มตัวลงมาดูเขาพร้อมพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ขอบใจนะ แต่ไหนๆก็จะถึงแล้ว ชั้นขอเดินต่ออีกหน่อยเถอะ”

คาร์ธดันตัวเองจนพยุงขึ้นมาได้ ก่อนที่พยายามจะลากสังขารของตัวเองที่พอรู้ตัวว่ามันใกล้แล้วที่จะถึงจุดหมายปลายทางของเขา ร่างกายก็รู้สึกอ่อนแรงลงอย่างช่วยไม่ได้ เขาว่ากันว่าความรู้สึกของคนเรานั้นจะถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่นเราอั้นถ่ายอุจจาระมาตลอดเวลาจนหายปวดแล้ว แต่พอรู้หรือเห็นว่าห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ ก็จะมีความรู้สึกปวดอุจจาระขึ้นมาอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับกรณีของคาร์ธในตอนนี้

แต่ก่อนที่คาร์ธจะเดินต่อไปเขาได้ใช้ท่อนเหล็กปลายมีดของเขากระแทกลงไปที่แผ่นหลังของ A.I. ตัวเมือ่สักครู่นี้ จนแผ่นหลังที่เป็นเหล็กนั้นเผยอขึ้นมาและเขาก็สามารถดึงออกมาได้ ก่อนที่จะล้วงมือเข้าไปหยิบถังพลังงานอีกถังนึงที่ติดอยู่กับวงจรหุ่นยนต์ A.I. ตัวนี้ ซึ้งเป็นถังพลังงานอันที่ 5 ทั้งหมดที่เขาได้มาในระยะเวลา 1 ปี รินยืนมองด้วยความแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไรขึ้นมา

ชายหญิงทั้งสองคนเดินตรงไปด้วยกันระหว่างทางก็คงไม่พ้นที่จะต้องเจอกับซากปรักหักพังมากมาย รวมไปถึงเศษซากของ A.I. ชนิดต่างๆ , เศษขยะแต่ล่ะชนิด และที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือศพของมนุษย์ที่ส่วนใหญ่จะสวมใส่เครื่องแบบทหาร บรรยากาศนั้นเรียกได้ว่าสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่า ความรกร้าง และความสูญเสีย

ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งพบกับอาคารก่อสร้างจำนวนหนึ่งที่อยู่หลังกำแพงบังเกอร์ซึ่งอยู่ตรงหน้าทั้งสอง บรรยากาศนั้นต่างกับสิ่งที่คาร์ธต้องเผชิญมาตลอด 1 ปีอย่างลิบลับ มันคือความเจริญ ถึงแม้มันจะไม่เจริญเท่ากับ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่มันก็ยังเจริญกว่าชีวิตในดินแดนที่สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไหนๆ แต่นั่นก็เป็นเรื่องดี เพราะหมายความว่าตึกนั้นเป็นสัญลักษณ์แสดงให้ได้รับรู้ว่าเกาหลีนั้นอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว

คาร์ธและรินเดินตรงไปยังกำแพงบังเกอร์ที่ถูกทับถมกันด้วยโลหะที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ด้วยการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงว่าเกาหลีนั้นยังคงมีทรัพยากรที่ค่อนข้างดีอยู่จนสามารถนำวัตถุดิบแบบนี้มาก่อสร้างเป็นบังเกอร์ได้ ซึ่งด้านหลังบังเกอร์นั้นมีชายวัยค่อนข้างน่าจะอายุประมาณ 30 ปี อยู่ในชุดเครื่องแบบทหารพร้อมกับอาวุธปืนคอยรักษาการณ์ครบครัน

รินยกมือขวาขึ้นมาขวางตัวของคาร์ธเอาไว้ก่อน เป็นการสื่อเชิงว่า ‘ให้รออยู่ตรงนี้ก่อน’ คาร์ธก็คงทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการหยุดรออยู่เฉยๆ ก่อนที่รินจะเดินต่อไปเพื่อไปคุยกับทหารเกาหลีที่เข้าเวรรักษาการณ์อยู่ ซึ่งประเด็นพูดคุยก็คงไม่พ้นคาร์ธที่เป็นผู้อพยพคนสุดท้ายที่เหลือรอดจากการอพยพจากรัสเซีย ในระหว่างนั้นก็มีสายตาของทหารเกาหลีชายตามองมาเป็นระยะๆเหมือนกับไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้น จนกระทั่งรินให้สัญญาณมือให้เขานั้นเดินเข้าไป ก่อนที่หนึ่งในทหารเกาหลีจะพูดขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษที่เขาเข้าใจได้

“นายคือ คาร์ธ วิสซ์แมน ใช่ไหม ?”
“เอ่อ ใช่ครับ”
“งั้นผมขอดูไอดีการ์ดของคุณได้ไหมครับ ?”
“ไอดีการ์ด..?”

คาร์ธตอบกลับทหารเกาหลีด้วยความมึนงง ทหารชายเกาหลีทั้งสองมองหน้ากันเอง ก่อนที่จะหันไปมองที่หน้าริน ซึ่งตัวรินเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กันกับปฏิกิริยาของคาร์ธที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ในขณะที่รินกำลังจะเอ่ยปากพูดขึ้นมานั้นเอง ทหารชายเกาหลีอีกหนึ่งคนก็ชิงพูดขึ้นตัดหน้าเสียก่อน

“นี่นาย.. อย่าบอกนะว่านายไม่รู้จักไอดีการ์ดน่ะ ?”
“เอ่อ.. มันคืออะไรเหรอครับ ?”
“เอาจริงดิ..”
“คือ..พอดีผมสูญเสียความทรงจำน่ะครับ…”

คาร์ธพูดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะถ้าเขาไม่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เขาก็จะกลายเป็นบุคคลที่น่าสงสัยมากขึ้นมาทันที เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ไอดีการ์ด’ นั้นจะเป็นสิ่งที่คนธรรมดาสามัญทั่วไปก็ยังคงต้องรู้จักเลย แต่กลับกันเขานั้นไม่รู้จักสิ่งนั้นเลย เพราะมันช่วยไม่ได้ ใช่ มันช่วยไม่ได้จริงๆ

“นี่เรื่องจริงงั้นเหรอ ? ทำไมนายไม่บอกก่อนล่ะ” รินถามขึ้นด้วยความสงสัยปนความเป็นห่วง
“พอดีว่าไม่มีโอกาสได้บอกเลยน่ะ.. ก็เลย..” คาร์ธตอบด้วยอารมณ์ปนเขินอายนิดหน่อย

‘เฮ้อ’ ทุกคนในบริเวณนั้นต่างได้ยินเสียงถอนหายใจของทหารสาวนามว่ารินอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสื่อความหมายจากการถอนหายใจนั้นได้ว่า ‘ทำไมไม่บอกก่อน’ รินพยายามส่งสัญญาณให้ทหารชาวเกาหลีอธิบายเรื่องคอมมอนเซนส์ให้คาร์ธผู้ซึ่งสูญเสียความทรงจำฟัง ทหารเกาหลีที่ชะงักไปนิดนึงจากสิ่งที่คาร์ธได้อธิบายมา พอหลังจากเห็นสัญญาณตาของรินแล้ว จึงกระแอมไอเพื่อเคลียร์ลำคอก่อนที่จะพูดขึ้นมา

“คืองี้นะ จริงๆแล้วรินก็ไม่ใช่คนชอบพูดเท่าไหร่หรอก เพราะฉะนั้นชั้นจึงจะมาอธิบายให้นายฟังเอง”

‘ไอดีการ์ด’ หรือถ้าแปลภาษาให้เข้าใจกันง่ายๆก็คือ ‘บัตรประจำตัว’ เป็นเทคโนโลยทีที่โลกมนุษย์ใบนี้ได้พัฒนามาจนกระทั่งสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกๆประเทศในโลกต่างก็มีบัตรประจำตัวหรือไอดีการ์ดนี้เป็นของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบัตรประจำตัวนักศึกษา ใบขับขี่ เป็นต้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีมนุษย์หัวใสที่เกิดไอเดียที่ว่า ‘ทำไมเราไม่มาทำไอดีการ์ดที่ใช้ร่วมกันทั้งโลกแบบล้ำๆไปเลยล่ะ’

นั่นจึงเป็นที่มาของไอดีการ์ดที่ทั่วทั้งโลกต่างใช้ร่วมกันในปัจจุบัน จะใช้คำว่าทั่วทั้งโลกก็คงไม่เชิง เพราะทุกๆประเทศที่เป็นสมาชิกอยู่ในองค์การสหประชาชาติหรือ United Nation (UN) ต่างก็ใช้ไอดีการ์ดร่วมกันหมด โดยข้างในการ์ดนั้นจะมีชิพข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่กับเน็ตเวิร์คออนไลน์ตลอดเวลา ข้อมูลของผู้ใช้จะถูกอัพเดตให้ล่าสุดเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนที่อยู่ใหม่หรือเปลี่ยนอาชีพงานใหม่ ข้อมูลในไอดีการ์ดนี้ก็จะถูกอัพเดตให้เป็นปัจจุบันภายใน 24 ชม. ทันที

ข้อมูลในไอดีการ์ดของมนุษย์แต่ล่ะคนนั้นเรียกได้ว่าครอบจักรวาลเลยก็ว่าได้ เพราะมีทั้งชื่อ นามสกุล วัน/เดือน/ปี เกิด สถานที่เกิด ที่อยู่ อาชีพ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ชื่อ-สกุลบิดาและมารดา เชื้อชาติ สัญชาติ ใบขับขี่ สูติบัตร ฯลฯ เรียกได้ว่าเอกสารทุกอย่างที่ต้องใช้ในการทำธุรการนั้นต่างถูกบรรจุรวมกันอยู่ในเพียง ‘การ์ด’ 1 ใบเท่านั้น

“ก็ยอ่างที่ว่านั่นแหละ..  ประชาชนทุกคนในประเทศเกาหลีหรือญี่ปุ่นต่างก็มีไอดีการ์ดกันหมด”
“และเมื่ออยู่ในเขตแดนของเราแล้วก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น ไม่งั้นเราคงต้องเชิญคุณออกจาประเทศ”
“ทางเราก็ไม่ได้อยากมีมาตรการที่โหดร้ายแบบนั้นหรอก แต่ถ้าเกิดไม่ทำแบบนี้ ประเทศของเราก็จะหนาแน่นไปด้วยประชากร และทำให้เกิดสภาพที่ยากลำบากต่อทั้งภาคประชาชนและภาครัฐบาล”

ทหารเกาหลีหลังจากอธิบายเรื่องไอดีการ์ดเสร็จแล้ว จึงอธิบายเรื่องของสถานภาพสังคมในเกาหลีและญี่ปุ่นต่อ เนื่องจากสภาพปัญหาที่เหลือเพียงแต่เกาหลีและญี่ปุ่นซึ่งยังยืนหยัดอยู่ได้ ทำให้มนุษย์ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ต่างต้องการจะมาอาศัยอยู่ในทั้งเกาหลีและญี่ปุ่นทั้งนั้น แต่ถ้ารับมนุษย์มาหมดทุกคน ก็จะเกิดปัญหาประชากรล้นประเทศและก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาในภายหลัง ทางเกาหลีและญี่ปุ่นจึงตัดสินใจออกมาตรการที่เรียกว่า “ภาษีชีวิต” หมายถึงเรารับคุณเข้ามาแล้ว คุณต้องทำงานหนักเพื่อแลกกับที่ยืนในพรมแดนนี้ ทุกๆเดือนเหล่าประชากรจะต้องจ่ายภาษีชีวิตเป็นเงินจำนวนที่ค่อนข้างสูง นั่นหมายถึงคุณจำเป็นที่จะต้องทำงานค่อนข้างหนักเพื่อแลกกับเงินที่ได้มา ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆที่เพียงพอ เช่น อาหาร น้ำ หรือยาเป็นต้น

อาชีพในโลกปัจจุบันภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 3 กับเหล่า A.I.(s) ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนจากธุรกิจบริษัทหรือพนักงานบริษัท กลายมาเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปัจจัยมากขึ้น อย่างเช่นอาชีพทางสายอาหารที่ตอนนี้มีทั้งร้านอาหารผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดหรือโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปก็เป็นที่นิยมมากขึ้น หรือจะเป็นอุตสาหกรรมเคมีที่ตอนนี้ผลิตคิดค้นยาชนิดใหม่ๆขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคแปลกๆภายหลังสงครามที่ผุดขึ้น แม้กระทั่งธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็ได้รับความนิยม เพราะจำเป็นที่จะต้องสร้างที่พักอาศัยที่พังทลายไปก่อนหน้านี้หรือซ่อมแซมมัน

แต่ปัญหาสำคัญที่สุดเลยก็คงไม่พ้นปัญหาทรัพยากรที่ค่อนข้างจะมีน้อยเมื่อเทียบกับอัตราธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่เริ่มหันมาทำการเกษตรและฟาร์มปศุสัตว์ในพื้นที่ของตัวเองเพื่อส่งขายไปยังผู้ต้องการรายย่อยจนไปถึงรายใหญ่ต่างๆ ทำให้ยังพอมีทรัพยากรอาหารอยู่บ้าง แต่ปัญหาสำคัญก็คงหนีไม่พ้นปัญหาพลังงานที่ตอนนี้ค่อยๆร่อยหรอลงไปทุกๆที ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำมันเป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ชนิดต่างๆ รวมไปถึงไฟฟ้าที่ยังพอมีโซลาร์เซลล์ในการสังเคราะห์แสงอยู่ โชคดีของมนุษย์ที่สามารถสร้างวงจรในเครื่องยนต์ให้ใช้พลังงานน้อยลงได้

“อย่างที่พูดไปเมื่อสักครู่ เราคงจะให้นายเข้าไปในเกาหลีไม่ได้หรอกนะ”
“ยกเว้นว่านายจะมีของที่มีค่าพอในการ ‘แทน’ ไอดีการ์ดนั่นได้”

ทหารเกาหลีคนเดิมพูดขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มออกมาแบบมีเลศนัยเล็กน้อย สิ่งที่ทหารเกาหลีคนนี้หมายถึงก็คงหนีไม่พ้น ‘สินบน’ นั่นเอง บนโลกมนุษย์นี้สินบนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ที่เงินค่อนข้างจะหาได้ยาก จึงมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันอย่างเช่น แลกกระสุนปืนกับผัก เป็นต้น ซึ่งสินบนก็ถือเป็นช่องทางการหาเงินชั้นเยี่ยมอีกหนึ่งทาง ถ้าคุณมีความสามารถในการต่อรองที่ดี

“แต่นายสูญเสียความทรงจำสินะ.. แล้วมีอะไรติดตัวบ้างไหมล่ะ ?”
“แทบไม่มีอะไรเลยครับ.. นอกจากถังพลังงานที่ผมได้มาจากตัวหุ่นยนต์นี่แหละ” คาร์ธตอบกลับอย่างไม่สนใจอะไรนัก เพราะรู้สึกว่าคงช่วยอะไรเขาไม่ได้

แต่ในขณะนั้นเองคำว่า ‘ถังพลังงาน’ นั้นทำให้หูของทหารเกาหลีทั้งสองคนรวมไปถึงกับรินนั้นผึ่งขึ้นมาทันที (จริงๆรินก็ไม่ได้แปลกใจขนาดนั้นแค่อยากฟังอากัปกิริยาของทหารเกาหลีทั้งสองคน) อย่างที่เคยบอกว่าพลังงานคือสิ่งที่มนุษย์ขาดแคลนอยู่ในปัจจุบัน ทั้งสามคนที่เป็นคู่สนทนาของคาร์ธต่างมองหน้ากันก่อนที่รินจะพูดขึ้นมา

“จริงๆนายคนนี้เหมือนจะเก็บถังพลังงานมาก่อนแล้ว.. โดยที่เขาไม่รู้อะไรเลย”
“หลังจากที่ชั้นไปช่วยเขา เขาก็เก็บถังพลังงานมาต่อหน้าชั้นเอง” รินพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่นิ่งและเรียบเฉยเหมือนเดิม

ทหารเกาหลีทั้งสองคนมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้ว ทหารเกาหลีคนเดิมที่อธิบายเรื่องไอดีการ์ดพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความเสียดายอยู่ในนั้น

“งั้นนายก็เข้าไปได้เลย จริงๆชั้นก็อยากจะขอถังพลังงานนายอยู่หรอก แต่ถ้าชั้นโดนผู้บัญชาการชั้นจับได้ขึ้นมาว่าได้ถังพลังงานนี้มาจากไหนเรื่องคงจบไม่สวยแน่ๆ”
“จริงเหรอครับ ขอบคุณมากครับ”
“นายสามารถนำถังพลังงานพวกนี้ไปขายได้ที่สำนักงานใหญ่ของกองทัพเกาหลีที่อยู่ที่กรุงโซล 5 ถังก็คงจะพอสำหรับชีวิตในเกาหลีประมาณ 1-2 สัปดาห์เลยล่ะ เอาเป็นว่าถ้าเข้าไปแล้วก็อย่าสร้างปัญหาละกัน เดี๋ยวมันจะมาซวยที่พวกชั้นอีก” ทหารเกาหลีอีกคนหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบพูดขึ้น

-----------

“นายไปคนเดียวไม่รอดแน่ๆ เดี๋ยวชั้นขอไปลางานที่ศูนย์เพื่อพานายไปกรุงโซลก่อน”

นั่นคือสิ่งที่รินพูดให้เขาฟังก่อนจะหายตัวไปโดยที่เขาไม่ทันได้ทักท้วงเลยซักคำ ทำให้เขาต้องกลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นการลำบากต่อตัวของรินเองก็ตามจนทำให้เขารู้สึกลำบากใจ แต่อีกส่วนหนึ่งในตัวของเขาก็รู้สึกดีใจ ที่จะมีคนมาร่วมเดินทางกับเขาเพิ่มขึ้นอีก 1 คนทำให้เขาไม่รู้สึกหว่าเว้เหมือนกับเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าจุดหมายต่อไปของคาร์ธก็คือหาเงิน ซึ่งสถานที่ที่เขาจะหาเงินได้ง่ายที่สุดในตอนนี้ตามความรู้ที่เขาได้ยินมาก็คงจะหนีไม่พ้นกรุงโซลซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาหลี ที่มีสำนักงานใหญ่กองทัพเกาหลีตั้งขึ้นปฏิบัติการอยู่ เพื่อจะนำถังพลังงานที่เขาหามาได้ไปขายในสถานที่นั้น และคงจะพอหาเงินมาใช้ได้บ้าง

จุดนัดพบที่รินได้นัดเขาไว้หลังจากที่รินทำภารกิจเสร็จเกี่ยวกับการยื่นเรื่องขอลาจากศูนย์กำลังทหารย่อยแล้ว สถานที่ดังกล่าวคือหน้าร้านอาหารที่มีป้ายเป็นตัวอักษรตัวใหญ่ๆสีแดงเรียงกันในรูปแบบที่ไม่เรียบร้อย มีเอนเอียงไปบ้าง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ทำให้ดูเป็นเอกลักษณ์ไปอีกแบบว่ากับพื้นหลังสีดำว่า ‘Surface’ คงจะเป็นชื่อของร้านอาหารร้านนี้ไม่ผิดแน่ คาร์ธมองไปก็เห็นมีคนจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร เป็นอาคารชั้นเดียวที่ดูสกปรกนิดนึงและกระจกที่มองเห็นข้างในได้ เนื่องจากว่าตอนนี้เขายังไม่มีเงินซักแดงเดียว จะไปนั่งร้านเขาเฉยๆก็กะไรอยู่ คาร์ธจึงตัดสินใจจะไปเดินสำรวจซักพัก แต่...

“นายน่ะ.. สนใจมาเล่นเกมกับชั้นไหม ?”

คาร์ธหันไปยังตรงร้านอาหารเดิมจนพบกับต้นตอของเสียงพูดเมื่อสักครู่นี้ซึ่งเป็นของชายในเสื้อเชิ้ตสีดำดูซ่อมซ่อกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล โครงหน้าของเขาเป็นทรงเหลี่ยมๆ ทรงผมสีดำสั้นกับดวงตาสีน้ำตาลที่แมทช์กันกับทรงผมของเขาเอง กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะด้านนอกร้านอาหารกับกาแฟลาเต้หนึ่งแก้วที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพร้อมกับจานที่ว่างเปล่ากับช้อนส้อมที่วางอย่างไม่เป็นระเบียบบนจานซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จหมาดๆ เขาทั้งสองคนสบตากันก่อนที่คาร์ธจะก้าวเดินไปยังชายคนดังกล่าว

“เกมที่นายว่ามันคือเกมอะไรงั้นเหรอ ?”
“ง่ายๆ การพนัน ชั้นมีไพ่อยู่สำรับนึง เล่นแบล็คแจ็ค* ชนะก็ได้เงิน” ชายที่เสนอการพนันขึ้นมานั้นอธิบาย’เกม’ของเขาด้วยคำง่ายๆ

จริงๆคาร์ธไม่จำเป็นที่จะต้องรับข้อเสนอนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะเสียอย่างไรก็ตามอีกเพียงไม่กี่วันเขาก็จะได้เงินจากถังพลังงานที่เขาจะเอาไปขายแล้ว เขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาเสี่ยงกับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้เลยด้วยซ้ำ คาร์ธกำลังจะหันหลังกลับไป แต่..

“ปอดแหกเหรอ ? หรือว่ากลัวจนหัวหดล่ะ ?”

เขาไม่ใช่คนที่อารมณ์ร้อนหรือโมโหง่าย เพียงแต่เขาไม่ชอบความปากดีของมนุษย์ เรื่องมันก็เท่านั้นแหละ คาร์ธหันกลับไปยังโต๊ะตัวเดิม ก่อนจะนั่งลงไปบนเก้าอี้ วางท่อนเหล็กปลายมีดของเขาพาดเอาไว้กับพนักพิและหยิบถังพลังงานของเขาออกมาจากในย่าม 1 ถังแล้ววางไปบนโต๊ะเต็มแรง

“ชั้นมีนี่ แล้วนายล่ะมีอะไร ?”
“มันต้องแบบนี้สิ.. นายมีถังพลังงานงั้นเหรอ ?.. ชั้นก็มีเหมือนกัน”

ชายคู่พนันของเขาก็หยิบถังพลังงานขนาดเล็กเท่ากันออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเขา ขึ้นมาวางไว้ข้างๆกับแก้วกาแฟลาเต้ของเขาที่ยังคงเหลืออยู่ประมาณครึ่งแก้ว ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนที่ชายท้าพนันจะหยิบไพ่สำรับหนึ่งขึ้นมาแล้วสับมัน เมื่อสับจนพอประมาณแล้วเขากำลังจะทำท่าแจกไพ่ แต่ทว่า...

“เดี๋ยวก่อน เพื่อป้องกันการโกงที่เกิดขึ้น ชั้นขอสับไพ่ด้วย”

คาร์ธพูดแทรกขึ้นก่อนที่จะใช้มือขวาของเขายื่นไปคว้าไพ่ที่อยู่ในมือของนักพนันที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ชายนักพนันยักไหล่ก่อนที่จะปล่อยให้คาร์ธสับไพ่ไป เมื่อคาร์ธสับไพ่จนเข้าที่เข้าทาง คาร์ธก็ทำการกรีดไพ่ต่อ ก่อนจะยื่นไพ่สำรับนี้กลับคืนไป ชายคนดังกล่าวยิ้มและยื่นมือขวาไปหยิบไพ่สำรับดังกล่าวคืน หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการแจกไพ่

หลังจากที่ได้ไพ่คนละ 2 ใบแล้ว ทั้งสองคนจึงเปิดดูไพ่ของตัวเองที่ได้รับมา ไพ่ 2 ใบที่คาร์ธได้ก็คือ แจ็คโพธิ์ดำกับ 6 ดอกจิก นั่นหมายความแต้มที่เขามีตอนนี้คือ 16 แต้ม มันเป็นแต้มที่ค่อนข้างจะห่วยเลยก็ว่าได้ เพราะอะไรแต้ม 16 ไม่ได้การันตีว่าคุณจะชนะเพราะมันยังสูงไม่พอ และการเรียกไพ่เพิ่มมันเป็นความเสี่ยงอย่างช่วยไม่ได้ เพราะไพ่ที่มีแต้มมากกว่า 5 นั้นมีจำนวนมากกว่าไพ่ที่มีแต้มน้อยกว่า 5 อยู่เกือบเท่าตัว การเรียกไพ่เพิ่มนั้นถือเป็นอันตรายและเสี่ยงมากๆ

“ว่าไงล่ะ ? นายจะเรียก หรือนายจะหยุดแค่นั้น” ชายนักพนันท้าทาย

มันเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างยากสำหรับคาร์ธในการเล่นไพ่ครั้งนี้ เพราะถ้าเขาได้ไพ่ตั้งแต่ 6 ขี้นไปจะทำให้เขา Busted ทันที (หรือในภาษาไทยเข้าใจง่ายๆก็คือบอด) แต่..

“ชั้นเรียกเพิ่ม 1 ใบ”

คาร์ธตัดสินใจที่จะเรียกไพ่เพิ่มยอมแลกกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพราะเขาสัมผัสได้ว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นกับไพ่ทั้ง 4 ใบที่อยู่ในเกมตอนนี้แน่ๆ และถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆมันก็จะเป็นไปตามแผนของคาร์ธที่ได้วางเอาไว้ ชายคู่ต่อสู้นั้นเบิกตาด้วยความประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้พูดขัดอะไรขึ้นมาก่อนที่จะหยิบไพ่ใบบนสุดของกองให้คาร์ธไป

“ชั้นหยุดแค่นี้”
“ชั้นก็หยุดเหมือนกัน”

ทั้งสองหยุดการเรียก นั่นหมายความทั้งสองจะต้องเปิดไพ่เพื่อวัดแต้มกันแล้ว ใครแต้มสูงกว่าก็จะชนะไป ทั้งสองสบตาจ้องหน้ากัน ก่อนที่เหมือนจะเป็นสัญญาณแล้วจึงเปิดหงายไพ่ของตนเองขึ้นมา

“เป็นไปได้ยังไง!!??”

ชายคู่พนันโพล่งขึ้นมาด้วยความประหลาดใจที่เขาเก็บเอาไว้ไม่อยู่ แต้มของชายพนันคนนี้คือ 20 ถือว่าเป็นแต้มที่สูงมากๆเพราะใกล้เคียงกับ Blackjack แล้ว (21 แต้ม) แต่แต้มของคาร์ธนั้นคือ...

“อยากจะเรียกว่า Blackjack นะ แต่มันใช้ 3 ใบน่ะสิ”
“21 แต้ม..”

คาร์ธยิ้มก่อนจะหยิบถังพลังงานทั้งสองที่วางอยู่บนโต๊ะเก็บเข้าย่ามตัวเอง หยิบท่อนเหล็กยาวปลายมีดของเขาและลุกออกไปจากเก้าอี้ หันหลังแล้วก้าวเดินจากไปท่ามกลางความมึนงงของชายนักพนันที่แพ้พนันไปเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น

“ดะ.. เดี๋ยวก่อนสิ!” ชายนักพนันคนดังกล่าวลุกขึ้นมาจับไหล่ของคาร์ธ
“นายทำแบบนั้นได้ไง.. ทั้งๆที่..”
“ ‘ทั้งๆที่ชั้นโกงแล้วแท้ๆ’ นั่นคือสิ่งที่นายกำลังจะพูดใช่ไหม ?” คาร์ธหันหลังกลับไป
“เอ่อ..” ชายนักพนันเลิกลั่ก
“การพนันน่ะมันไม่เข้าใครออกใครหรอกนะ”

คาร์ธทิ้งท้ายไว้และเดินหลุดออกจากมือที่วางไว้บนไหล่ของชายนักพนันคนเดิม ก่อนที่จะเจอกับรินที่ยืนกอดอกมองมายังตัวของคาร์ธเองกับนักพนันชายที่ยืนคอตกอยู่ข้างหลังตัวของคาร์ธ

“ใช้ได้เลยนี่” รินชม
“นี่มารอตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ?” คาร์ธถาม
“ก็ตั้งแต่นายเริ่มกรีดไพ่แล้วนั่นแหละ.. นี่ๆสอนชั้นบ้างสิ มันทำไงอ่ะ ?”
“เดี๋ยวไว้บนรถละกันนะ ไปกันเถอะ”

จากนั้นทั้งรินและคาร์ธก็เริ่มเดินทางต่อ ซึ่งจุดหมายของเขาคือสถานีรถทัวร์ที่จะพาเขาไปยังกรุงโซลซึ่งน่าจะค่อนข้างใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการเดินทาง แต่พวกเขาทั้งสองคนไม่รู้เลยว่านักพนันหนุ่มที่ยืนคอตกอยู่ตรงนั้น กลับเงยหน้าขึ้นมามองตามทั้งสองคนก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยขึ้นมา

______________________________


Best Waifu
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
A.I. : ตอนที่ 2
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Bloody Wrestling Online :: BWO : Special Event :: BWO Novel-
ไปที่: