Bloody Wrestling Online

The Number One Cyber Wrestling Online
 
บ้านPortalCalendarช่วยเหลือรายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 Day 1 : EP 1

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
DanielsoN
Xiao Mei's Husband
Xiao Mei's Husband


จำนวนข้อความ : 2227
Join date : 19/09/2010
Age : 22

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Day 1 : EP 1   Sun Jun 05, 2016 12:40 pm

(ไดอารี่นี้ถูกเขียนโดย แมท อีแวน)

วันที่ 1

ทุกอย่างภายนอกนั้นกลายเป็นทะเลทรายจนหมด ไม่มีแล้วต้นไม้ที่เขียวกจีหรือต้นหญ้าที่ปกคลุมฝืนดิน เหลือเพียงแต่ทะเลทรายและเศษซากอารยธรรม ผมเดินไปตลอดทางก่อนจะมองไปรอบๆ เมืองที่วุ่นวายนั้นกลายเป็นเมืองที่ว่างเปล่า แสงแดดนั้นส่องตรงมาลงมา ผมไม่เคยรู้สึกว่าแดดนั้นร้อนขนาดนี้มาก่อนเลย ในหัวของผมนั้นเต็มไปด้วยความสับสน? มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมทุกอย่างจึงเป็นเช่นนี้ ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ ตาของผมพยายามกวาดหาอะไรบางอย่างที่อาจจะพอบอกผมได้ว่าอะไรถึงเป็นต้นเหตุของเมืองที่กลายเป็นเมืองผีเช่นนี้ เศษหนังสือพิมพ์นั้นปลิวตัดหน้าของผม และตกลงอยู่ตรงหน้า ผมก้มลงไปก่อนจะหยิบมันขึ้นมา มันเป็นหนังสือพิมพ์ของสัปดาห์ที่แล้ว กระดาษที่ผมถืออยู่นั้นเหมือนจะเป็นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เหลือหายไปไหน แต่ช่างปะไร

“สงครามนิวเคลียร์ได้เริ่มขึ้นแล้ว”

ใต้ข้อความนั้นมีตัวอักษรที่เขียนขยายความเรื่องนึ้อยู่นิดหน่อย พร้อมกับตบท้ายว่า “อ่านต่อหน้า 4” แน่นอนว่าผมอ่านต่อไม่ได้เพราะมันเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว ผมไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เข้าใจว่าทำไมผมไม่รู้เรื่อง เพราะผมขังตัวเองอยู่ในห้องเกือบทั้งสัปดาห์เพื่อปั่นนิยายของผมให้เสร็จ ดังนั้นมันก็คงไม่แปลกอะไรที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรจากโลกภายนอกเลย ผมไม่รู้เลยว่าใบหน้าของผมเป็นยังไง แต่ผมเดาว่าหน้าของผมคงซีดเป็นไก่ต้ม ใบหน้าของผมคงเต็มไปด้วยความกลัว มือไม้ของผมสั่นและปล่อยให้กระดาษแผ่นนี้ปลิวไปตามสายลม

ผมตั้งสติก่อนจะคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี อย่างแรกที่เข้ามาในหัวของผมคือบ้าน แต่คำถามคือผมจะกลับยังไง? ผมขับรถไม่เป็นและบ้านผมก็ไม่ได้อยู่ในเมือง ปกตินั้นผมจะนั่งรถไฟไปกลับระหว่างเมือง แต่ดูเหมือนตอนนี้รถไฟก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน ทางเข้าสู่สถานีรถไฟใต้ดินนั้นถูกทับด้วยก้อนหินจำนวนมาก ผมมองก่อนจะยืนคิดว่าภายในนั้นจะมีคนติดอยู่มากมายขนาดไหน ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะช่วยนะ แต่ผมเองก็คิดไม่ออกว่าจะทำยังไง อีกอย่างตอนนี้ผมคงต้องคำนึงถึงตัวผมเองก่อน

ดูเหมือนการกลับบ้านนั้นจะเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดเหมือนจะต้องหาที่อยู่แถวนี้พักไปก่อน ผมยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ เวลาหมุนไปอย่างช้าๆ เช่นเดียวกันกับฝีเท้าของเขาที่ก้าวไปสั้นๆ ในที่สุดผมก็มาถึงยังปั้มน้ำมัน มันเป็นปั้มน้ำมันที่ว่างเปล่า มันมีรถจอดอยู่มากมาย ท้องของผมเริ่มร้องเพราะความหิว ผมเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ มันเป็นร้านสะดวกซื้อที่มืดสนิท ภายในนั้นของกระจัดกระจาย ดูเหมือนจะเคยมีคนมาถึงยังสถานที่แห่งนี้มาแล้ว ผมเดินตรงไปยังมุมอาหารกล่อง แน่นอนว่ามันเหลือเพียงไม่กี่กระป๋อง แต่ถึงมันจะน้อยมันก็คงจะพอประทังชีวิตได้ในสัปดาห์นึง แต่ถ้าบริหารดีๆก็คงอาจจะอยู่ได้เป็นเดือน โชคดีที่ที่นี่มีที่เปิดกระป๋องอยู่ ไม่งั้นผมคงจนปัญญาที่จะเปิดกระป๋องพวกนี้เหมือนกัน ผมกินมันจนหมด แม้รสชาติจะไม่ได้ดีนัก แต่มันก็ทำให้ความหิวของผมหายไปได้ ผมมองเวลาก่อนจะพบว่านี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว สงสัยผมต้องอยู่ที่นี่ซักพัก

=====

วันที่ 2

ผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า มันเป็นค่ำคืนที่เลวร้ายมาก อากาศนั้นหนาวเหน็บ และถุงนอนเล็กๆที่ผมเจอไม่สามารถปกป้องผมจากความหนาวได้ทั้งหมด ผมไม่เคยรู้สึกชื่นชอบตอนกลางวันขนาดนี้มาก่อนเลย ถึงแม้มันจะร้อนก็เถอะ แต่อย่างน้อยๆมันก็ไม่ทรมานเท่ากับตอนกลางคืน ผมกินข้าวเช้าเหมือนเดิม กินน้ำจากขวดน้ำที่วางเรียงอยู่ในตู้น้ำที่ไร้ซึ่งความเย็น ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำประปาใช้ วันๆนั้นเป็นอะไรที่น่าเบื่อ ผมไม่มีอะไรทำนอกจากนั่งเฉยๆ เดินไปเดินมา นั่งเขียนไดอารี่และก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จะว่าไปที่เมืองนี้นั้นร้างขนาดนี้เพราะคนอื่นเขาหนีออกจากที่นี่ไปหมดแล้วรึเปล่านะ? แล้วที่ผมไม่รู้เพราะผมมัวแต่อยู่ในห้องโดยไม่รู้อะไรเลย บางทีผมก็อยากจะโทษตัวเองที่ดันคิดพล็อตนิยายได้ในตอนนั้นพอดี

ในขณะที่ผมเดินเรื่อยเปื่อยในร้านสะดวกซื้อผมก็เจอวิทยุอยู่ด้วย ดูเหมือนมันจะใช้ระบบถ่านในการปฏิบัติการ ผมลองเปิดมันดู มันยังคงใช้ได้ ผมพยายามจะปรับคลื่นให้ตรงกับสถานีวิทยุซักสถานี หวังว่าผมจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับโลกภายนอกบ้าง แต่ดูเหมือนหมุนยังไง ผมก็ไม่เจอ ในที่สุดผมก็เจอคลื่นวิทยุ แต่มันไม่ใช่สำนักข่าว แต่มันเป็นสถานีซักสถานีที่เปิดเพลงทิ้งไว้ ถึงมันจะไม่ได้เป็นอะไรที่ผมต้องการ แต่อย่างน้อยๆ ผมก็มีอะไรฟัง ในช่วงเวลาที่เงียบเหงา

=====

วันที่ 5

นี่ก็เกือบสัปดาห์แล้วที่ผมต้องอาศัยในโลกแบบนี้ ผมทำแบบเดิมเหมือนกับวันก่อนๆ ตื่นเช้ามาหาอะไรกิน ดื่มน้ำจากขวด เปิดเพลงจากวิทยุ วันๆมันก็เป็นแบบนี้แหละ แต่วันนี้มีอะไรต่างจากเดิมเล็กน้อย ในขณะที่ผมนั่งอยู่เฉยๆนั้น ผมก็เห็นคนสองคนเดินตรงมาหาผม ดูๆแล้วพวกเขาน่าจะเป็นชาวแม็กซิกัน เขาสวมเพียงเสื้อกล้าม ข้างหลังของทั้งสองนั้นมีกระเป๋าเป้อยู่ด้วย นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบห้าวันที่ผมเห็นสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นนอกจากตัวผมเอง ผมรีบลุกขึ้นมาก่อนจะตรงออกไปสองคนนั้น

“ให้ตายซิ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ผมจะเจอคนด้วย”
“ผม แมท...ยินดีที่รู้จัก แล้วพวกคุณคือ?” ผมเอ่ยปากแนะนำตัว

ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะควักปืนออกมาและจ่อมายังหน้าของผม ชายทั้งสองนั้นส่งสีหน้าที่จริงจัง ผมยกมือขึ้นด้วยความตกใจ

“โว้วๆ ใจเย็นๆ มีอะไรค่อยๆพูดค่อยๆจากันได้” ผมบอกชายทั้งสองคนที่เอาปืนจ่อขมับของผม
“ส่งอาหารมา” ทั้งสองพูดกับผมด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่ถ้าแบบนั้นผมก็จะไม่มีกินน่ะซิ” ผมพูดกับชาวแม็กซิกันสองคน
“ชั้นไม่สน...ส่งมา!!”

ผมได้แต่ยืนนิ่ง เขาเห็นท่าทีของผมที่นิ่งไปหินนั้น ชายที่ถือปืนจ่อหัวของผมนั้นโยนกระเป๋าเปล่าให้กับชายอีกคนด้วย ก่อนจะทำสัญญาณให้ชายอีกคนเข้าไปในร้านสะดวกซื้อหรือที่อยู่ชั่วคราวของผม

“อย่าคิดจะเล่นอะไรแพลงๆล่ะ ไม่งั้นชั้นยิงแกสมองกระจุยแน่” ชายแม็กซิกันขู่

ผมได้แต่พยักหน้าด้วยความกลัว ไม่นานนัก เขาก็กลับออกมา เขายื่นกระเป๋าให้กับเพื่อนของเขา เพื่อนของเขารับไว้ก่อนจะเอ่ยปากถามชายที่เข้าไปในร้านสะดวกซื้อ แต่ในขณะที่เขาอ้าปากถาม ตาของเขาก็ไม่ได้ละออกจากผมเลยแม้แต่น้อย

“เป็นไงบ้างวะ?”
“ได้มาเยอะเลย น่าจะอยู่ได้อีกพักใหญ่เลยล่ะ”
“ดี ดี...อยู่เฉยๆนะเว้ย ไม่งั้นชั้นยิงแกแน่!!” เขาตะโกนสั่งผมอีกครั้ง

พวกเขาเริ่มเดินถอยหลังกลับไป ในขณะที่เขาถอนหลังกลับนั้น ปืนสองกระบอกก็ยังเล็งมาที่ผมอยู่ ร่างกายของผมนั้นสั่นไปด้วยความกลัว ผมไม่รู้เลยว่ากระสุนนั้นจะเจาะเข้าที่หน้าผากผมรึเปล่า ผมมองคนเหล่านั้นเดินห่างออกไป ห่างออกไป ห่างออกไปจนท้ายที่สุดผมไม่เห็นทั้งสองอีกเลย ผมทรุดลงไปกับพื้น ผมรู้สึกหมดแรง เหงื่อนั้นไหลอาบใบหน้าของผม ผ่านไปซักพัก ผมจึงยืนได้อีกครั้ง ผมเดินกลับเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋องและขวดน้ำของเขานั้นหายไปเกือบหมด เหลือเพียงแค่ไม่กี่กระป๋องเท่านั้นและมันคงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก

ผมไม่เคยถูกปล้นมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมถูกปล้น ถ้าหากนี่เป็นสถานการณ์ปกติ ผมคงเรียกหาตำรวจไปแล้ว แต่นี่มันไม่ใช่แบบนั้น มันคืออีกโลกนึง โลกที่การกรอบทุกอย่างถูกทำลายลง กรอบของความถูกต้อง ในโลกนี้นั้นไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูกอีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงแต่รอดไม่รอดก็แค่นั้น

=====
วันที่ 11

อาหารกระป๋องของผมนั้นเริ่มเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ก่อนที่ผมจะโดนปล้นนั้นวันนึงผมกินสองมื้อ บางคนอาจจะบอกว่าน้อย แต่สำหรับผมที่ไม่ใช่คนกินเก่ง แค่นี้ก็พออยู่ท้อง แต่ตอนนี้ผมต้องกินวันละเพียงกระป๋องเท่านั้น หรือถ้าเป็นไปได้ก็ให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เช่นเดียวกันกับน้ำผมก็ต้องใช้นโยบายเดียวกัน ผมไม่ได้เปิดเพลงจากวิทยุอะไร ผมไม่มีอารมณ์ฟังเพลงเท่าไหร่นัก บางทีการอยู่ที่นี่อาจจะไม่ใช่ไอเดียที่ดีเท่าไหร่นัก บางทีผมควรจะออกเดินทางจากที่นี่ แต่ถ้าอย่างนั้นจะไปที่ไหนล่ะ? ผมตั้งคำถามกับตัวเอง แต่ด้วยอาหารกระป๋องที่มีอยู่การอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการรอคอยความตายเท่านั้น

หลังจากที่ผมลังเลอยู่นาน ผมก็ตัดสินใจแพ็คข้าวของทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้และเดินขึ้นไปยังทางเหนือ ผมหวังว่าผมจะเจออะไรบางอย่างที่พอจะทำให้ผมอยู่รอดได้ ผมหวังว่าอย่างนั้น

=====

วันที่ 17

ทุกอย่างนั้นแย่ลงกว่าเดิม ผมเดินอยู่กลางทะเลทรายที่ว่างเปล่า แสงแดดนั้นส่องลงมาเกือบตลอดเวลาที่ผมเดิม มันไม่ต่างอะไรกับนรกเลย ผมรู้สึกถูกแผดเผาจากไฟโลกันต์ ผ่านมาเกือบสัปดาห์ผมยังเดินไปไม่เจออะไร นอกจากรถที่ถูกทิ้งร้างไว้บนทางด่วน ตลอดทางผมพยายามองเข้าไปในรถตลอด เผื่อผมอาจจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง บางครั้งโชคก็เข้าข้างผม ผมอาจจะได้น้ำหรืออาหารที่คนทิ้งไว้ แต่ส่วนใหญ่ผมจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย และอย่างที่ผมได้เล่าไว้ เวลาค่ำคืนมาเยือนนั้นเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก และมันเลวร้ายยิ่งกว่าเพราะนอกจากเปลวเพลิงกับถุงนอนเขาแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรปกป้องผมจากลมหนาวเลย

อาหารกระป๋องของผมน่าจะอยู่ได้อีกวันเดียว อย่างหรูก็สองวัน สภาพร่างกายของผมนั้นอ่อนล้า การจะก้าวเดินแต่ละก้าวนั้นเป็นอะไรที่ยากเหลือเกินสำหรับผม แต่ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินต่อไป โดยผมหวังว่าผมจะเจออะไรเสียที บ้านหรือเมืองที่จะให้ผมพอพำนักอยู่ได้ จะว่าไปตลอดทางมาผมก็ยังไม่เจอสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเลยแม้แต่น้อย ผมไม่เจอสัตว์หรือเพื่อนมนุษย์เลย ถ้าหากผมไม่ได้โดนปล้นก่อนหน้านี้ ผมคงคิดว่าผมเป็นคนเดียวในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมได้ยินแต่เสียงฝีเท้าของผมที่เหยียบลงไปบนถนน และเสียงสายลมที่พัดเม็ดทรายที่อยู่บนฝืนดิน

ในที่สุดตะวันก็ลับขอบฟ้า ความอบอุ่นนั้นหายไป และถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือก ผมจุดไฟก่อนจะห่อตัวเองเข้าไปในผ้านวม ผมมองขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะเห็นท้องฟ้าที่มืดมิด ไร้ซึ่งดวงดาวและไร้ซึ่งจันทรา ผมขอพรต่อพระเจ้าให้ช่วยผมในวันพรุ่งนี้ ให้ผมเจอกับสถานที่พักพิง ปกติผมไม่เคยขอพรจากพระเจ้านะ ไม่ซิ พูดว่าผมไม่เชื่อในพระเจ้าน่าจะดีกว่า ผมไม่เคยคิดว่าพระเจ้านั้นมีจริง ผมคิดว่าเขาเป็นเพียงแค่ตัวตนสมมุติที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น แต่ตอนนี้ผมไม่มีที่พึ่งอื่นเหลืออยู่เลย ดังนั้นแล้วผมอาจจะจำเป็นต้องพึ่งเขาก็ได้

=====

วันที่ 21

อาหารของผมนั้นหมดมาได้สองวันแล้ว ผมเดินอย่างเชื่องช้าด้วยความหิวโหย ผมได้กลิ่นของตัวเอง มันกลิ่นที่เหม็นสาบ ผมไม่ได้อาบน้ำมาสามสัปดาห์แล้ว อากาศก็ยังคงเลวร้ายเหมือนเดิม ความร้อนนี้เหมือนผมกำลังนอนบนเตาย่างบาร์บีคิว ตอนนี้ผมใส่แค่เพียงเสื้อกล้ามเท่านั้น ส่วนเสื้อของผมนั้นผมผูกไว้บนเอวของผม ผมเดินมากี่ไมล์แล้วผมก็ไม่รู้ ผมเริ่มคิดว่าการที่ผมออกมาเดินแบบนี้เป็นความคิดที่ดีจริงๆหรอ? บางทีถ้าหากผมยังอยู่ที่นั่น ผมอาจจะได้เจอมนุษย์คนอื่น และอาจจะช่วยกันเอาชีวิตรอดแล้วก็ได้

ผมหยุดก่อนจะนั่งพิงหินก้อนใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายของผมไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนผมคงมาได้แค่นี้ละมั้ง ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า มันเป็นท้องฟ้าที่ปรอดโปล่งไร้ซึ่งเมฆอะไรทั้งนั้น ผมหยิบสมุดของผมออกมาพร้อมกับปากกาที่อยู่ใกล้ๆกัน ผมเริ่มเขียนไดอารี่หรือก็คือหน้าที่ผมเขียนอยู่ ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นหน้าสุดท้ายที่ผมได้เขียน เพราะว่านี่น่าจะเป็นวันสุดท้ายที่ผมได้มีชีวิตอยู่ในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้

______________________________




英国で産まれた帰国子女の金剛デース!ヨロシクオネガイシマース!
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
Day 1 : EP 1
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Bloody Wrestling Online :: BWO : Special Event :: BWO Novel-
ไปที่: