Bloody Wrestling Online

The Number One Cyber Wrestling Online
 
บ้านPortalCalendarช่วยเหลือรายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 Cataclysm: The Endless Hellfire XXX

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Neferpitou
Moderators
Moderators
avatar

จำนวนข้อความ : 467
Join date : 05/12/2012
Age : 21
ที่อยู่ : The Facility of Banned Organizer

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Cataclysm: The Endless Hellfire XXX   Sat Jan 07, 2017 10:32 pm

Cataclysm: Endless Hellfire
Act XXX

------------

  หญิงสาวผมสีแดงก้มลงมองหัตถ์ของชายหนุ่มผมสั้นผู้แนะนำตัวเองผู้นั้น สายตาของเธอดูไม่ค่อยไว้ใจชายผู้นี้สักเท่าไหร่ หนุ่มนามอัลทานิสยังคงยื่นมือของตนออกไป หวังจะให้หญิงสาวผู้นั้นตอบรับการทักทายของเขา ไม่นานนักชารอนจึงกวาดตาลงไปที่ส่วนล่างของหล่อน ไปยังเด็กหญิงที่เธออุ้มด้วยมือทั้งสองข้างอยู่ ดั่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเธอไม่สามารถยื่นมือตอบรับกลับได้ ทันทีที่อัลทานิสเห็นเช่นนั้นตัวเขาจึงนึกขึ้นออก ดึงมือของตนกลับ

“อ่อใช่.. ลืมไปเลย” ชายผู้นั้นกล่าวขึ้นมา
“วางเธอลงบนเตียงนอนในบ้านข้าก่อนสิ”

  เขากล่าวออกมาให้ชารอนจัดการด้วยตัวเองโดยที่เขายังคงนิ่งเฉยไม่ทำอะไร แม้นเขาจะกล่าวเช่นนั้นก็ตามทีแต่ชารอนผู้ที่เป็นแขกมาเยือนหาได้รู้ว่าเตียงนอนตัวนั้นอยู่แห่งหนใด กระนั้นหญิงผมแดงผู้นี้ก็หาได้กล่าววาจาอันใดออกมา เพียงแค่ส่งสายตาบ่งบอกชายหนุ่มผู้นั้น แต่สายตากลับแสดงออกมาซึ่งความหงุดหงิดเล็กน้อย ดั่งเป็นการพยายามจะบอกกับอัลทานิสอย่างอ้อมๆ ว่านี่หรือคือมารยาทที่ผู้เป็นเจ้าของสถานที่ควรจะทำกันน่ะ อัลทานิสยังคงไม่รู้ตัวว่าหล่อนกำลังคิดแบบนั้นกับตัวเขาอยู่ แม้แต่ตัวของคาร์เอลเองยังรู้ตัวเลยว่าคนรู้จักของเขากำลังทำเสียมารยาทกับแขกผู้มาเยือนอยู่ แต่นักดาบใหญ่หาได้แสดงอาการใดออกมาเป็นการบอกใบ้เลย ชารอนยังคงยืนนิ่งเฉย อุ้มร่างของมาเดียร่าเอาไว้

“โอ้ใช่!” อัลทานิสสบถขึ้นมา “ให้ตายสิ...”
“ขออภัยด้วยนะชารอนคือข้าลืมเลยว่าข้าต้องทำทางให้เจ้า” เขากล่าวขึ้น

วาจานั้นสร้างความสงสัยให้กับหล่อนในทันที เธอยังหาได้กล่าวบอกแนะนำตัวเองแท้ๆ แต่เขากลับพูดชื่อของเธออกมาได้ แล้วแสดงท่าทางออกมาดั่งว่าเป็นคนรู้จักกันอีกต่างหาก

“เดี๋ยวนะ” เธอแทรกขึ้น
“ท่านรู้จักชื่อของข้าได้ยังไงกัน?”
“เอ่อ....” เขาลากเสียงยาวดั่งว่าไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี “เอาเป็นว่า.. ช่างมันเหอะ!”
“ตามข้ามาสิ”

  หญิงสาวหาได้ตอบวาจาอันใดกลับไปและยอมเดินตามชายผู้นั้นไปแต่โดยดี ช่างมันเหอะงั้นหรือ? จู่ๆ กล่าวชื่อของหล่อนเองอย่างกับรู้จักเป็นอย่างดีแบบนี้มันไม่ดูพิลึกไปหน่อยหรือไง? นั่นคือสิ่งที่ชารอนคิดอยู่ในหัวของตนเอง ตั้งแต่ที่เธอตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลเป็นเวลานานก็เจอแต่เรื่องชวนปวดหัวเต็มไปหมด แม้นว่าตนเองจะมีหน้าที่ในการปกป้องดาวดวงนี้จากมารเพลิงก็ตามแต่ แต่สิ่งที่กำลังเผชิญพบเจออยู่นี้มันชวนให้หล่อนสับสนงุนงงเหมือนกัน ความสงสัยที่มีต่อชายผู้นี้เริ่มเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่ต้องการคำตอบเพื่อให้รู้ว่าเขาผู้นี้เป็นใครกันแน่ เธอหาได้ถามคำถามที่มีในหัวกับชายหนุ่มแต่อย่างใด เดินตามเขาไปในบ้านในฐานะแขกผู้มาเยือนก่อนจะไปถึงห้องๆ หนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นห้องนอนของบ้านหลังนี้ ภายในมีเตียงนอนสำหรับคนหนึ่งอยู่ ด้านข้างมีเครื่องเรือนประดับไว้อยู่เหมือนกับบ้านของคนทั่วไป เมื่อนั้นเจ้าของบ้านจึงหยุดตัวลงที่หน้าห้องนั้น หันไปมองชารอนก่อนที่จะทำท่าทางเชื้อเชิญให้ชารอนเข้าไป เธอหันไปมองอัลทานิสด้วยสายตาที่ดูไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่ก่อนที่จะค่อยๆ เดินไป วางตัวของมาเดียร่าลงไปกับเตียงให้เด็กสาวผู้นี้พักผ่อนอย่างสบาย ก่อนที่สาวผมแดงจะเดินออกไปหาเจ้าของบ้าน

“โอเค” เขากล่าวขึ้น “ข้าอัลทานิส!”

เขาทำท่าทักทายแบบเดิมอีกแล้วเหมือนกับเป็นการกวนโอ๊ยหญิงสาว เธอยื่นมือไปจับมือของเขาเป็นมารยาทแต่โดยดี

“ชารอนค่ะ” หล่อนตอบกลับโดยที่พยายามจะควบคุมอารมณ์เอาไว้
“ชารอน? เฉยๆ งั้นหรอ?” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนการหยอกล้อ
“ข้าหมายถึง เจ้าไม่มีนามสกุลงั้นหรือ?”
“ไม่สิ... เจ้ามี ชารอน อัลเชเลียมิใช่หรือ?”
“นี่ท่าน!” เธอสบถขึ้น ดึงมือของตนกลับไปหาตัวด้วยความตกใจ
“ท่านรู้จักนามสกุลของข้าได้เช่นกันไร?” เธอถามขึ้น “ข้าว่า..”

“เจ้าคงสงสัยล่ะสิว่าข้ารู้ถึงตัวเจ้าได้เช่นไร?”
“แต่เจ้าคงไม่คิดสินะว่าการที่ข้ารอท่านเป็นเวลานาน ให้คาร์เอลพาตัวท่านมายังที่นี่..”
“โดยที่ข้าจะไม่รู้อะไรเลยงั้นหรือ?” เขากล่าวแทรกขึ้นมา

“แสดงว่าท่าน..” ชารอนกล่าววาจาของตน

“แน่นอน! ข้ารู้ถึงตัวเจ้ามากกว่านี้มาก”
“แล้วเหตุนั้นทำไมท่านจึงถามถึงนามของข้าอีกล่ะคะ?” เธอถามขึ้น
“ข้าไม่ได้ถามนามเจ้า” เขาตอบ “ข้าแค่กล่าวแนะนำตัวข้า”
“ถือว่าเป็นมารยาท.. ล่ะนะ”

  วาจาเหล่านั้นมันชวนให้ชารอนรู้สึกหงุดหงิดเอามากๆ ทั้งการพูดที่ดูเหมือนจะเป็นการหยอกล้อเธอ ไหนจะทั้งจะบอกว่าเขารู้จักตัวเธอมากกว่าแค่ชื่อ นั่นล่ะคือสิ่งที่ทำให้หญิงสาวผมสีแดงรู้สึกหงุดหงิดมากที่สุด การที่เขารู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอแต่เธอหาได้รู้จักอะไรกับเขาเลย แม้แต่ชื่อก็เพิ่งจะเคยได้ยิน เพิ่งจะเคยเห็นหน้าตาเป็นครั้งแรกราวกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วยิ่งบวกกับน้ำเสียงที่เปล่งออกมาดั่งเป็นการล้อเล่นอีก มันยิ่งทำให้น่าโมโหมากกว่าเดิม คำถามคือเขารู้ได้เช่นไรต่างหากว่าเธอคือใคร แม้ว่าคาร์เอลจะบอกกับเธอเองไปเมื่อครั้นที่พวกเขากำลังเดินทางมายังซันดาซัสก็ตามที แต่มันก็ไม่ดูเหลวไหลไปหน่อยหรือกับการที่เรียกชายผู้ที่อยู่ต่อหน้าเธอว่าผู้รู้จักรวาล หยั่งรู้ทุกอย่างดั่งเช่นว่าตัวเขานั้นพบเจอด้วยตัวเอง แม้ว่ามันจะดูเป็นไปได้ว่าเขารู้อะไรเยอะจริงๆ แต่มันก็ฟังดูแปลกพิลึกอยู่ดีหากจะเพิ่งเจอกันแล้วรู้จักกันถึงขั้นนามสกุลของเธอ ชารอนค่อนข้างมั่นใจเองเลยว่าเธอไม่เคยบอกนามสกุลกับคาร์เอลซะด้วยซ้ำ แม้กระทั่งเนลเรี่ยนเองที่ไม่เคยบอก มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ถึงนามนี้ของเธอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโคลริม ผู้เป็นนายท่านของเธอเอง

“ตัวท่านคือใครกันแน่?” เธอกล่าวถามด้วยความสงสัยอย่างแท้จริง
“ข้าหรือ?” เขากล่าวขึ้น “ก็อัลทานิสไง..”

และวาจาสุดกวนก็เปล่งออกมาจากปากของชายหนุ่มผู้นี้อีกครั้ง แน่นอนว่ามันทำให้เธอโมโหจนแทบจะควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ จิตใจที่เริ่มโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่อาจจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

“นี่ใจเย็นแม่สาว..” อัลทานิสกล่าวออกมาดั่งว่าเขารู้ถึงอารมณ์ของเธอ
“ข้าถามจริงนะ..” จู่ๆ เขาก็เอ่ยออกมาตั้งคำถาม “โคลริมไม่ได้บอกอะไรเจ้าเลยงั้นหรือ?”

  เมื่อหล่อนได้ยินวาจานั้นเธอก็เงียบไปในทันที ดั่งว่าเกิดความสงสัยในใจว่าชายผู้นี้รู้ถึงขนาดว่าเธอกับนายท่านโคลริมรู้จักกันเลยงั้นหรือ? หากเป็นว่าตัวชายผู้นี้เองก็รู้จักตำนานนักรบผู้นั้นก็มิเป็นเรื่องแปลกอันใดเลยที่เขาจะรู้ถึงตัวของเธอได้ แต่คนอย่างโคลริมหรือจะบอกเรื่องราวของเธอแก่ใครง่ายๆ โดยที่ไม่รู้จักกัน เท่าที่ชารอนจะจำได้นายท่านของเธอไม่เคยพูดถึงตัวเธอกับใครอื่นเลยนอกจากโครนอสเพียงคนเดียวเท่านั้น เขาไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรแบบนี้กับคนที่เขาไม่ไว้ใจเป็นแน่แท้ หรือว่าชายผู้นี้ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากโคลริมเช่นนั้น ถึงกระนั้นก็เถอะหากผู้ใดก็ตามที่โคลริมรู้จัก หล่อนก็ย่อมรู้จักเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาพูดมาก็เป็นอะไรที่น่าสงสัยไปอีก ไม่ได้บอกอะไรกับตัวเธองั้นหรือ? แล้วมันคืออะไรกันล่ะ? นายท่านของหล่อนเองเนี่ยนะที่จะไม่ยอมบอกอะไรสำคัญๆ แบบนี้กับตัวเธอ

“เรื่องอะไรงั้นหรือคะ?” เธอกล่าวถาม
“แสดงว่าเขาไม่ได้บอกเธอจริงๆ สินะ..” อัลทานิสตอบรับกลับ
“งั้นเราก็มีเรื่องที่ต้องคุยกันยาวเลยล่ะ”
“แต่คุยที่นี่มันไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ล่ะนะ” เขากล่าวขึ้น “ตามมาสิ”

  เมื่อเขากล่าววาจานั้นออกมาชายผู้นั้นจึงรุดตัวไปข้างหน้าช้าๆ หญิงสาวผมแดงที่เต็มไปด้วยความสงสัยกับเรื่องทั้งหมดยังคงยืนนิ่งเฉย ดั่งว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดในหัวอยู่ มินานนักหล่อนก็ได้ยินเสียงของอัลทานิสเปล่งออกมาจึงทำให้หลุดออกจากภวังค์ของตน ชายหนุ่มผมสั้นสีน้ำตาลผู้นั้นทำเสียงเหมือนกับเวลาที่มนุษย์กำลังเรียกสัตว์เลี้ยงของตนให้ไปหา พร้อมกับใช้นิ้วกวักมือรัวๆ ราวกับว่ากำลังเรียกชารอนอย่างหมูอย่างหมายังไงยังงั้น ท่าทางนั้นทำให้หญิงสาวหงุดหงิดขึ้นมากกว่าเดิม ในความคิดของหล่อนแล้วชายผู้นี้มีทีท่าที่กวนชวนโมโหเสียยิ่งกว่าเนลเรี่ยนเองเสียอีก หล่อนหาได้แสดงอาการอันใดออกมาก่อนที่จะเริ่มเดินตรงตามชายผู้นั้นไป พวกเขาเดินห่างจากห้องนอนของเจ้าของบ้านเรื่อยๆ ตรงไปยังห้องนั่งเล่นของบ้านซึ่งเป็นที่ๆ นักดาบใหญ่กำลังนั่งพักผ่อนหลังจากการเดินทางเป็นระยะเวลานานของเขา พิงดาบเหล็กไหลของตนไว้กับกำแพงของบ้าน เมื่อนั้นผู้เป็นเจ้าของบ้านผมสีน้ำตาลจึงหยุดที่หน้าตู้หนังสือของบ้านตน หันไปหาคาร์เอลที่กำลังนั่งพิงกับเก้าอี้

“ช่วยหน่อยได้ไหม?” อัลทานิสกล่าวต่อชายร่างกำยำ

ชายที่กำลังนั่งพักอยู่หันไปหาอัลทานิสเช่นกันก่อนที่จะค่อยๆ ลุกขึ้น

“แบบนี้มันจะดีหรอครับท่าน?” คาร์เอลกล่าวถามขึ้นมา
“เรามีเรื่องที่ต้องคุยกับหญิงผู้นี้เยอะพอควรเลยล่ะ” อัลทานิสกล่าวขึ้น
“ข้าว่ามันจำเป็นที่จะต้องใช้สถานที่ล่ะนะ” เขากล่าวต่อ “หล่อนจะได้เข้าใจอะไรมากขึ้นด้วย”

  ชายนักดาบใหญ่หาได้ตอบกลับอันใด เขาเพียงแค่พยักหน้าให้กับอัลทานิสเท่านั้นก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังตู้หนังสือ ใช้มือทั้งสองข้างจับขอบตู้หนังสือไม้นั้น ตัวเขาเริ่มดันตัวไปด้านข้างเป็นการดันตู้หนังสือไปตามแรงดันของเขา ตู้ไม้ที่บรรจุหนังสือจำนวนมากถูกดันออกไปอย่างง่ายดายดั่งเช่นเป็นวัตถุเบาสำหรับชายผู้นี้ ภายหลังตู้หนังสือตัวนั้นมีประตูไม้อยู่ อัลทานิสผู้เป็นเจ้าของบ้านเดินไปหน้าไปประตูนั้นก่อนที่จะเปิดบานประตูนั้น หันไปหาชารอนและคาร์เอล โยกหน้าไปทางหลังบานประตูเป็นการเชื้อเชิญให้ทั้งสองตามเขาไป เมื่อนั้นอัลทานิสจึงเดินลงบันไดในห้องนั้นไปก่อน ส่วนชายหญิงทั้งสองที่ยืนอยู่หน้าห้องต่างนิ่งเฉย แสดงถึงความสับสนออกมา พวกเขาหันไปมองหน้ากันก่อนที่ฝ่ายคาร์เอลจะทำท่าเดียวกันกับเจ้าของบ้านต่อชารอน แต่ท่าทางนั้นกลับดูไม่เหมือนกับเป็นการหยอกล้อเฉกเช่นที่อัลทานิสทำ หญิงสาวที่เห็นเช่นนั้นจึงเดินลงไปตามบันไดและคาร์เอลก็เดินตามหลังติดๆ ปิดประตูบานนั้นแล้วเดินตามชารอนต่อไป

  ระหว่างที่ชายนักดาบล่าปีศาจและหญิงสาวแวมไพร์กำลังเดินตามบันไดภายในห้องอันมืดมิดแต่ทันใดที่อัลทานิส ชายผู้อยู่เบื้องหน้าของแขกทั้งสองเดินผ่านคบเพลิงข้างห้อง คบเพลิงเหล่านั้นก็เกิดประกายไฟจนลุกเป็นเปลวเพลิงส่องสว่างทั่วบริเวณนั้น เจ้าของบ้านเดินนำหน้าชายหญิงทั้งสองอยู่ในช่วงระยะหนึ่ง เมื่อนั้นจู่ๆ ชารอนจึงชิดตัวเข้าไปหาคาร์เอล มันสร้างความสนใจให้กับนักดาบว่าเธอกำลังพยายามจะทำอะไร

“นี่เขาคนนั้นเป็นแบบนี้อยู่แล้วงั้นหรือคะ?” เธอกระซิบเบาๆ ดั่งว่าพยายามที่จะไม่ให้ชายที่อยู่ข้างหน้ารับรู้ว่าหล่อนกำลังกล่าววาจาอะไร

ชายร่างใหญ่ผมดำที่ได้ยินเช่นนั้นเดินนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะตอบกลับ

“โดนท่านอัลทานิสกวนโอ๊ยแล้วสินะ..” จู่ๆ เขาก็กล่าวขึ้นเหมือนรู้ว่าเธอจะพูดถึงเรื่องนั้น
“ใช่” เธอตอบ
“เดี๋ยวก็ชินเอง..” ดาบล่าปีศาจตอบ

  แม้นเขาจะไม่ตอบตรงๆ ก็ตามทีแต่เธอก็พอจะเดาออกว่าอัลทานิสมีนิสัยเป็นแบบนี้อยู่แล้วและอาจจะทำอะไรอีกก็ได้ เมื่อนั้นเธอจึงขยับตัวออกจากคาร์เอลหาได้กล่าววาจาอันใดตอบกลับไป เดินตรงต่อไปบนทางบันไดที่ดูเหมือนจะยังคงไม่สิ้นสุด หากมาลองคิดๆ ดูแล้วพวกเขาก็ได้เดินไปตามทางนี้ไปสักพักแล้ว มันน่าจะลงไปใต้ดินของผืนแดนแห่งซันดาซัสเสียแล้วด้วยซ้ำ เบื้องหน้าปรากฏเป็นห้องโถงขนาดกว้างดั่งเช่นอยู่ในถ้ำลึก มีข้าวของทางประวัติศาสตร์และเครื่องใช้ประหลาดเต็มไปหมด ดูเหมือนว่าการที่อัลทานิสรู้อะไรเยอะซะจนแทบทุกอย่างจริงจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เมื่อสิ้นขั้นบันได ชายหนุ่มผู้รู้ที่อยู่เบื้องหน้าจึงหยิบตะเกียงตัวหนึ่งมา จุดไฟก่อนที่จะเดินไปกลางห้องแห่งนั้น วางมันลงบนโต๊ะตัวนึงก่อนที่จะหยิบวัตถุประหลาดขนาดเล็กขึ้นมา ทันใดที่ชารอนและคาร์เอลเดินไปถึงที่หมายปลายทาง ชายผมสั้นสีน้ำตาลจึงโยนวัตถุประหลาดนั้นไปทางชารอน เป็นการส่งไปให้เธอ หญิงผู้นั้นรับมันได้ทันแต่ก็เกือบที่จะทำมันหล่นกระแทกผืนดิน เธอมองอัลทานิสด้วยสายตาที่ดูหงุดหงิดอีกครั้ง ก่อนที่จะเช็คดูวัตถุประหลาดนั้น ดูท่าเธอจะไม่เคยเห็นมันมาก่อน มันเป็นวัตถุก้อนกลมสีแดงฉานดั่งโลหิต

“นี่คือ..” เธอลากเสียงเหมือนกำลังจะกล่าวถาม
“สิ่งที่จะทำให้เธอสามารถควบคุมร่างกายได้ดั่งใจนึก..”
“ในเวลาที่เธอใช้พลังแห่งโลหิตน่ะ”
“โคลริมฝากไว้ให้” อัลทานิสกล่าวตอบ

“เอ๋?” เธอสบถขึ้นด้วยความสงสัย “นี่ท่านรู้ถึงขนาดนี้เลยหรือคะ?”
“ก็ฉันบอกแล้ว.. ฉันรู้แทบทุกเรื่อง..”
“เธอคงจะรู้ตัวดีว่าในช่วงนี้หลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลเป็นเวลานาน..”
“เมื่อใดก็ตามที่เธอใช้พลังปราณแห่งโลหิต เธอจะไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ดั่งใจนึก ดั่งว่าตัวเองมีตัวตนที่สอง”
“และเจ้าก็รู้สินะว่าสร้อยคอแห่งคาดาลที่โคลริมมอบมันให้เธอเอาไว้ช่วยเธอไม่ให้ลมปราณแตกซ่านจนคลั่งตาย”
“แต่ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?” เขากล่าว “เธอพอจะรู้บ้างไหม?”

“ไม่ค่ะ... ท่านโคลริมไม่ได้บอกอะไรข้ามากนอกจากว่าข้ามาที่นี่เพื่ออะไรเท่านั้น” เธอตอบกลับ
“ให้ตายสิ” อัลทานิสเปล่งเสียงแทรกขึ้น “นี่โคลริมฝากความหวังทุกอย่างให้แก่เธอโดยที่ไม่บอกอะไรเลยเนี่ยนะ?!”

   เธอเงียบไปทันทีหลังจากที่ได้ยินอัลทานิสกล่าวแบบนั้น มันก็จริงเหมือนกัน... เขาฝากความหวังทั้งหมด ความหวังที่จะช่วยกอบกู้โพรโตเนี่ยนจากมารร้ายให้กับเธอแต่กลับไม่บอกถึงเรื่องสำคัญอะไรเลยนอกจากจุดประสงค์เท่านั้น พอลองคิดๆ ดูแล้วมันก็น่าโมโหเหมือนกัน มันเหมือนกับบอกให้ทำอะไรแต่ไม่บอกว่าต้องทำยังไงนั่นล่ะ น่าแปลกที่ทำไมตัวชารอนเองไม่รู้สึกแบบนั้นเลยจนเมื่อมาถึงกาลเวลานี้ เมื่อได้ยินอัลทานิสกล่าววาจาทุกอย่าง แม้นมันจะดูไม่น่าฟังก็ตามที แต่คำพูดของเขา น้ำหนักของมันดูมีมูลเหตุและคล้อยตามเหมือนกัน

“เออใช่จริงด้วย.. เขาไม่สามารถบอกรายละเอียดทั้งหมดกับเธอได้ เพราะเธออาจจะลืมมัน”
“ในยามที่จำศีลเดินทางข้ามเวลา ความเสี่ยงคือเธออาจจะลืมทุกอย่างได้”
“โอเค...” นักปราชญ์ผู้นั้นกล่าวขึ้นมาต่อ “ข้าพอจะเข้าใจว่าทำไม?”
“เขาฝากทุกอย่างไว้ให้ข้าบอกกับเธอ ทุกอย่างและฉันหมายถึงการเตรียมการทั้งหมดด้วย”
“แต่โชคร้ายที่แผนการกลับล่าช้าแบบนี้เพราะมีความขัดข้องทางเทคนิค”

“ผิดพลาดทางเทคนิค? ท่านหมายความว่ายังไงกันหรือคะ?” เธอถามแทรกขึ้น
“พอจะจำอะไรได้ไหมในตอนที่เธอเพิ่งตื่นจากการหลับไหลน่ะ?” เขาถามกลับ ดั่งว่ากำลังเมินคำถามของเธอ

หญิงสาวผมแดงครุ่นคิดถึงคำถามที่อัลทานิสกล่าวถามแก่เธอ พอจะจำอะไรได้ไหมน่ะหรอ? มันค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากนะเพราะเมื่อลมปราณแตกซ่านน่ะ มันก็เหมือนดั่งคนบ้าที่ทำอะไรโดยไม่รู้ตัว แบบนั้นมันจะไปจำอะไรได้ยังงั้นหรือ?

“ข้า... จำได้แค่ว่าข้าสู้กับ..”
“ชายผู้ใช้พลังเยือกแข็ง.. เนลเรี่ยนสินะ” เขาแทรกขึ้น
“ใช่” เธอตอบ “เดี๋ยวนะ?! นี่ท่านรู้ถึงขนาดนั้นเลยหรือคะ?” เธอกล่าวมันออกมาด้วยความตกใจ
“บอกแล้วฉันรู้แทบทุกเรื่อง แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด จริงไหม?” หนุ่มกล่าวกลับไป
“ข้าจำรายละเอียดไม่ค่อยได้หรอกนะคะ... แต่พอจะจำได้ว่า..”
“ข้าสังหารสหายของเนลเรี่ยนไป..”
“ผู้ใช้พลังไฟ.. อืม... งั้นเธอลองคิดดีๆ สิว่าเธอตื่นขึ้นมาได้ยังไง?” อัลทานิสกล่าวอีก

ชารอนเงียบไปอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้สีหน้าเธอเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หล่อนหันไปมองอัลทานิสในทันที ดั่งว่าหล่อนเริ่มจะเข้าใจในสิ่งที่อัลทานิสกำลังจะพยายามสื่อแก่เธอ

“ใช่.. เหมือนเธอจะเริ่มเข้าใจแล้วสินะ”
“เธอไม่ได้ตื่นขึ้นมาด้วยกลไกของเครื่องจักรที่เธอสถิต จำศีลอยู่หรอก”
“มันเป็นเพราะผู้ใช้พลังไฟคนนั้นปลุกเธอขึ้นมาต่างหาก”
“แต่คนธรรมดาน่ะหรือจะรู้ถึงกลไกเครื่องจักรในอดีตกาล นอกเสียจาก..”
“คนๆ นั้นไม่ใช่คนในอดีต!”

“หรือว่า..” เธอเริ่มมีความสงสัยมากยิ่งขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็เหมือนกับว่าชารอนจะประติดประต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน

“ไอ้เด็กหนุ่มที่เธอฆ่าไปน่ะ.. มันไม่ใช่คนธรรมดาน่ะสิ!” อัลทานิสกล่าวขึ้นเสียงดัง
“มันคือร่างแยกของฉันเอง”
“แต่ร่างแยกนั้นหาได้มีพลังที่ทัดเทียมกับเธอ เขามีเพียงแค่พลังดาดๆ ที่พอจะทำอะไรได้เท่านั้น”
“และจุดประสงค์ของร่างนั้นไม่ได้คิดที่จะทำร้ายเธออยู่แล้วเพราะว่าร่างของเธอน่ะอ่อนแอกว่าปกติหลายเท่าตัวในยามที่เพิ่งตื่นขึ้นมา”
“ทันใดที่เธอฆ่าร่างนั้นซึ่งเป็นร่างที่จะส่งเรื่องทั้งหมดและสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดให้แก่เธอ..”
“ผลที่ออกมาคือข้าไม่สามารถส่งข้อมูลทุกอย่างที่โคลริมฝากไว้กับข้าได้ นั่นจึงทำให้ทุกอย่างเละไปหมด”
“เพราะเหตุนั้นล่ะข้าถึงได้ส่งคาร์เอลไปตามหาตัวเธอ... และเนลเรี่ยน”

“แล้วข้าจะเชื่อท่านได้ยังไง? เราไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ..” หญิงสาวผมแดงกล่าวแทรกในเชิงที่ต่อต้านคำพูดของอัลทานิส

“เจ้าคิดงั้นหรือว่าการที่เจ้าตื่นขึ้นมามันเป็นเรื่องของฟ้าลิขิตหรือเรื่องบังเอิญน่ะ?” อัลทานิสกล่าวแทรก
“ไม่.. มันเป็นแผนของพวกเราตั้งแต่ทีแรกอยู่แล้ว”
“แต่โคลริมไม่สามารถบอกอะไรเธอได้”
“แต่ทำไมข้าถึงจำได้ล่ะคะว่าเหตุผลที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อปกป้องโพรโตเนี่ยนจากมารเพลิง” ชารอนกล่าวกลับ
“คำพูดที่มันมีผลกระทบต่อจิตใจส่งผลให้จำมันแม้กระทั่งว่ามันจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม” อัลทานิสกล่าว
“เพราะงั้นเธอถึงจำได้..” ชายหนุ่มผมสั้นพูดต่อ “แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริง”

“หมายความว่ายังไงกัน?” เธอถาม

  แม้นว่าคำถามจะถูกกล่าวไป แต่อัลทานิสกลับเดินปลีกตัวออกไปในช่วงเวลาเดียวกัน เขาเดินไปหยิบขวดเครื่องดื่มอะไรสักอย่างมาจากบนตู้กระจก เปิดมันออกพร้อมกับรินมันลงใส่แก้ว เขาหันไปหาคาร์เอลและชารอนซึ่งทั้งสองต่างส่ายหน้าบ่งบอกว่าพวกเขาไม่อยากจะดื่มมันในเวลาแบบนี้ เมื่อหนุ่มผมสั้นเห็นเช่นนั้นเขาจึงหันกลับ รินน้ำเมาลงบนแก้วของตนก่อนที่จะจิบมัน เดินกลับไปหาชารอนด้วยท่าทางที่ดูสดใสเริงร่า ดื่มด่ำกับรสชาติของมึนเมา

“จุดประสงค์ของเธอไม่เคยเป็นการที่มาปกป้องดาวดวงนี้..”

แต่จู่ๆ อัลทานิสกลับเงียบไปโดยที่ประโยคที่เขากล่าวนั้นยังหาได้ถือเป็นการจบประโยค

“อันที่จริงทางเทคนิคมันใช่ล่ะนะ” จู่ๆ เขาก็แทรกขึ้นมาด้วยคำพูดนี้
“แต่เอาจริงๆ เธอมีหน้าที่อื่นซะมากกว่า..”
“แล้วหน้าที่นั่นคือ?”
“เอ... จะพูดไงดีล่ะเนี่ย.. ” ชายหนุ่มกล่าวพลางทำท่าครุ่นคิด
“จะบอกว่ามาเป็นป้าเลี้ยงเด็กก็ไม่ดี.. แต่จะบอกเป็นพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่ได้”
“เอาเป็นว่าหน้าที่ของเธอคือการมาปกป้องเนลเรี่ยนต่างหากล่ะ”

“ทำไมกันหรือคะ?” เธอถาม

“เด็กนั่นน่ะมีพลังแห่งซินโดร่า.. พลังเดียวที่จะสามารถสยบไซอาลอทได้”
“แต่น่าเสียดายที่เด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่”

  หญิงสาวผมแดงรู้สึกช็อคเล็กน้อยหลังจากที่ตนได้รู้ความจริงว่าเพราะอะไรตัวเธอจึงถูกส่งมา แม้นหล่อนจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ชายผู้ที่เธอแทบจะไม่รู้จักนี้พูดก็ตามที แต่ทุกอย่างที่เขาพูดนั้นล้วนแล้วแต่มีมูลเหตุและเชื่อมโยงโดยสิ้น ตั้งแต่หนุ่มพลังเพลิงที่ทำให้เธอตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่โชคร้ายที่เธอสังหารร่างนั้นไปในยามที่ตนไม่สามารถควบคุมปราณของตัวเองได้อย่างแท้จริง หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าโคลริมจะต้องไว้ใจชายผู้นี้มาแน่ และอีกอย่างถ้าตัวเขารู้จักกับโคลริมเป็นกาลส่วนตัวและรู้อะไรถึงขนาดนี้ นั่นก็แสดงว่าเขาไม่ใช่คนจากยุคปัจจุบันนี้เป็นแน่แท้ แต่เวลาที่ผ่านไปกว่ายี่สิบปีหลังจากสงครามระหว่างไซอาลอทและโคลริมสิ้นสุดลง ทำไมร่างกายของชายหนุ่มผู้นี้ยังไม่ดูแก่ลงไปเลย เรื่องแบบนั้นมันก็พอจะคาดเดาได้ว่าทำไม หากว่าหน้าที่ๆ แท้จริงของเธอคือการมาปกป้องเนลเรี่ยนจากอะไรก็ช่างแล้ว นั่นก็เท่ากับว่าลำพังแค่ตัวเธอคนเดียวคงมิอาจจะชนะไซอาลอทได้แน่ เธอไม่เคยคาดคิดด้วยซ้ำว่าเด็กหนุ่มธรรมดาแบบนั้นจะมีพลังอันแกร่งกล้าในตัว แต่หากคิดดูดีๆ แล้วเธอยังคงจำในสิ่งที่โครนอสเคยกล่าวกับเธอเอาไว้

“ปราณทมิฬทั่วทั้งผลึกแห่งความเยือกเย็น”

  มันคือประโยคที่โครนอสเคยกล่าวไว้กับเธอในยามที่พวกเขากำลังจะเดินทางไปยังดินแดนทับทิม และหล่อนก็เคยเห็นมันครั้งเดียวก็คือตอนที่ชายหนุ่มผู้ใช้ปราณน้ำแข็งนั้นต่อกรกับมารเพลิงแห่งความตาย หากเขามีพลังแห่งซินโดร่าจริงล่ะก็ทุกอย่างก็ประติดประต่อกันหมด เหตุที่ทำไมตัวเขาจึงมีพลังปราณสีดำแบบนั้น เหตุที่ตัวเขาสามารถทนแรงกดดันของปราณแห่งความตายได้ และเหตุที่ทำไมตัวเขาจึงสามารถสร้างน้ำแข็งได้เป็นจำนวนมากโดยที่ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยหรือขาดปราณในการก่อสร้างวัตถุ โดยปกติแล้วปราณธาตุน้ำแข็งนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในปราณที่จำเป็นต้องใช้พลังปราณระดับสูงและจิตที่แกร่งกล้าอยู่ตลอด เพราะจำเป็นที่จะต้องคิดนึงถึงรูปร่างของวัตถุน้ำแข็งที่คนๆ นั้นคิดจะสร้างขึ้นมา การสร้างวัตถุที่ต้องแข็งแกร่งดั่งของจริงหรือเหนือกว่า แค่นั้นก็ใช้พลังปราณมากพอแล้ว แต่ตัวบุคคลผู้ใช้พลังน้ำแข็งยังจำเป็นต้องใช้พลังปราณในสถานการณ์อื่นด้วย มันจึงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นใครก็ตามที่ใช้พลังเยือกแข็งติดต่อกันเป็นเวลานานและถี่โดยที่ปราณไม่หมดตัวตายแบบนี้ แสดงว่าเนลเรี่ยนคือกุญแจสำหรับศึกนี้มาโดยตลอด

“ข้าเกรงว่าตัวเขาจะไม่รอด..” ชารอนกล่าวสื่อถึงเนลเรี่ยนที่น่าจะตายไปแล้ว
“เห็นเจ้านั่นตายหรือเปล่า?” อัลทานิสถามต่อ

อัลทานิสกล่าวถามเชิงจะดูมั่นใจว่าตัวเนลเรี่ยนนั้นยังไม่ถึงฆาตแต่โดยง่ายหรอก

“ข้าไม่เห็นค่ะ... สิ่งที่ข้าเห็นก็มีเพียงแค่..”
“ข้าขอเดานะ ไซอาลอทโยนเนลเรี่ยนลงมหาสมุทรใช่ไหม?” อัลทานิสกล่าว
“ท่านรู้ได้ยังไงหรือคะ?”
“เจ้ารู้ว่าไซอาลอทต้องการพลังแห่งซินโดร่า... แต่ไม่สามารถสูบพลังออกมาได้ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะข้ารู้เรื่องนั้น” เธอตอบก่อนที่จะดวงตาของหล่อนจะเบิกโพลนออก
“ท่านกำลังจะบอกว่าไซอาลอทไม่สามารถฆ่าเนลเรี่ยนได้หรือคะ?”

“ไม่ใช่แค่ไซอาลอท... แต่ไม่มีใครฆ่าเขาได้ต่างหาก”
“ทางเดียวที่ไซอาลอทจะสามารถได้พลังนั้นมาเป็นของตัวเองคือการที่ให้เนลเรี่ยนขับมันออกมาด้วยตัวเอง”
“เหตุที่เขาโยนร่างของเด็กคนนั้นลงใต้บาดาลนั้นเป็นเพราะว่านั่นก็เป็นดั่งคุกที่สามารถคุมขังร่างของเนลเรี่ยนได้” ชายหนุ่มผมสั้นกล่าว กระดกขวดเหล้าเข้าไปในปากอีกครั้งก่อนจะกลืนมัน
“แต่คนที่จะทำแบบนั้นได้มันก็มีเพียงแค่เทพแห่งวารีวาชินมิใช่หรือคะ?”
“ก็จริง...”

ชารอนนั่งลงไปกับเก้าอี้ตัวหนึ่งหน้าโต๊ะกลางห้อง เธอนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของอัลทานิส มองหน้าชายผู้นั้นดั่งว่ากำลังมีข้อสงสัยอะไรบางอย่างอยู่ในหัวและกำลังจะกล่าวมันออกมา ด้านชายหนุ่มที่กำลังเคลิ้มกับน้ำเมางุนงงกับตัวเธอที่แสดงอาการเช่นนั้นออกมา

“ที่สำคัญคือตัวท่านเป็นใครมากกว่า..” ชารอนกล่าวขึ้นมา
“เพราะเท่าที่ท่านพูดดูเหมือนเราทั้งคู่จำเป็นที่จะต้องร่วมมือกัน ข้าก็จำเป็นที่จะต้องรู้ตัวถึงตัวท่านเช่นกัน”
“ถือว่าเป็นมารยาทล่ะนะ..”

จบคำพูดนั้น เธอหยิบแก้วใบหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ ยื่นมันไปหาอัลทานิสเป็นสื่อบ่งบอกว่าเธอต้องการอะไร หล่อนยิ้มมุมปากเพื่อให้อัลทานิสทำตามที่เธอต้องการ เช่นนั้นแล้วชายหนุ่มจึงยิ้มตอบกลับ หยิบขวดเหล้าก่อนที่จะรินมันลงไปในแก้วใบนั้น ทั้งสองยกแก้วของตนขึ้นก่อนที่จะชนแก้วทั้งสองใบนั้นใส่กัน ดึงมันกลับมาก่อนที่จะจิบของมึนเมานั้น

“ก็ได้... ข้าคือสหายของโคลริมตั้งแต่สมัยอดีตกาล รู้จักกันมานานหลายปี นานกว่าที่เจ้าจะหยั่งถึง” เขากล่าว
“เจ้าคงจะรู้ว่าข้าใช้พลังแห่งเพลิง..”

เมื่อชายผู้นั้นกล่าวขึ้น เขาก็ยกมือข้างหนึ่งของตน เกิดเป็นประกายเพลิงทั่วหัตถ์ข้างนั้นพร้อมกับดวงตาทั้งสองของเขาที่เปลี่ยนสีเป็นสีแดงฉานดั่งเพลิงแห่งความตายเอง

“ข้าคือดวงจิตที่ไซอาลอทดึงออกมาจากร่างของตน”
“พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ... ข้าเคยเป็นไซอาลอท จิตด้านดีทั้งหมด ความรักความไคร่ทุกอย่าง”
“ความหวังของเพลิงพิโรธนั้นอยู่ในกายของข้า”
“ข้าเคยเป็นความดีของโลกนี้.. แต่เมื่อไซอาลอทเกิดวิปลาส เขาได้ดึงจิตอันดีงามที่เป็นตัวข้าออกจากกายา”
“กลายเป็นดั่งมารแห่งความตาย... เป็นอสูรเพลิงพิโรธ”
“ข้าเคยเป็นใบหน้าของเพลิงผู้กล้า แต่ตอนนี้ข้าก็แค่ผู้ใช้พลังเพลิงธรรมดา”

“หากเป็นเช่นนั้นจริง.. ข้าจะเชื่อใจท่านได้ยังไงคะ?” ชารอนกล่าวแทรก กำอาวุธของตนไว้แน่นหลังจากที่รับรู้ถึงตนตัวของชายผู้นี้ กลัวว่าเขาคือเพลิงแห่งความตายที่จะสังหารทุกคน

“เจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อใจข้าหรอก... ข้าก็แค่อัลทานิสเท่านั้น”
“ชายผู้หวาดระแวงว่าจะตายตอนไหนก็เท่านั้น”
“เพราะว่านอกจากตัวของเนลเรี่ยนแล้ว... สิ่งที่มารร้ายกลัวนั้นคือตัวข้า”
“และมันก็ฟื้นคืนชีพมาแล้ว ข้าอาจจะถึงฆาตแล้วก็ได้”

“แสดงว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมท่านถึงโจมตีข้าเมื่อครู่สินะ” คาร์เอลกล่าวแทรก พูดถึงเมื่อเขาเปิดประตูบ้านหลังนี้และถูกโจมตีโดยอัลทานิส

“เช่นนั้นแล้วข้าก็เชื่อใจท่านได้” ชารอนกล่าว กระดกน้ำเมาอีกครั้งก่อนจะวางแก้วใบนั้นลง
“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปกันคะ?”

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลยิ้มเบาๆ เมื่อได้ยินหล่อนกล่าววาจาเช่นนั้น

“เราจะทำตามแผน..”
“ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด”

______________________________

''Tyvärr, Jag måste döda dig. För kungen...''

Bill Alfenolf's Career Highlight
Former member of the Project-X
BWO Team of The Year 2013 - Project X (As a former member)
BWO Heel of The Year 2013 - Project X (As a former member)
BWO Face of the Year 2014
BWO No.10 Grand Slam
BWO Triple Crown
The Man and Only one man who Ended Mike Sanderson's Streak at the Siam Survivor with 4-1
1 Time BWO World Heavyweight Champion
1 Time BWO Xtreme Star Champion
1 Time BWO Deadly Champion (After Debut in BWO 1 Month)
1 Time BWO X-Tag Team Champion (w/ Dave Rollins)
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.facebook.com/BillAlfenolf
 
Cataclysm: The Endless Hellfire XXX
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Bloody Wrestling Online :: BWO : Special Event :: BWO Novel-
ไปที่: