Bloody Wrestling Online

The Number One Cyber Wrestling Online
 
บ้านPortalCalendarช่วยเหลือรายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 Cataclysm: The Endless Hellfire XXXVII

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Neferpitou
Moderators
Moderators
avatar

จำนวนข้อความ : 445
Join date : 05/12/2012
Age : 21
ที่อยู่ : The Facility of Banned Organizer

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Cataclysm: The Endless Hellfire XXXVII   Mon Feb 27, 2017 10:37 pm

Cataclysm: Endless Hellfire
Act XXXVII

------------

   ภายในห้องโถงแห่งหนึ่งดูโล่งสะอาดตา ผนังสีขาวสว่างจนแทบจะดูเหมือนเป็นผลึกตกแต่งไปทั่วทั้งผืนห้อง ภายนอกกระจกของสถานที่แห่งนี้ยังคงปรากฏเป็นพายุหิมะที่โหมกระหน่ำซัดปฐพีอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้ชายหญิงทั้งสองที่เดินทางจากแดนไกลนั่งขดตัวอยู่ แสดงท่าทางที่บ่งบอกว่าพวกเขารู้สึกหนาวเหน็บกับสภาพอากาศแห่งดินแดนหิมะมาก พร้อมกับชายหนุ่มอีกคนที่ช่วยชีวิตพวกเขาจากองค์รักษ์แห่งอาร์ชเดลเมื่อครู่ เนลเรี่ยน... เดินมาพร้อมกับถาดเสิร์ฟอยู่ในมือ บนถาดนั้นมีกาน้ำชาอยู่ พร้อมกับแก้วกลม ที่ใช้สำหรับใส่เครื่องดื่มร้อน ทำจากกระเบื้องตกแต่งด้วยลายวาดอันสวยงามคล้ายดอกไม้ ไม่นานนักชายผู้นั้นจึงวางมันลงบนโต๊ะกลางห้อง รินน้ำชาลงบนแก้วสองใบ ไอร้อนพุ่งออกมาเมื่อเครื่องดื่มนั้นกระทบลงกับแก้วใบนั้น ท่าทางมันจะร้อนพอดูจนชายหนุ่มผมทองต้องจับด้วยมือสองข้างของตน ส่งมันให้กับชารอนและคาร์เอลตามลำดับ หญิงสาวผมแดงรับมันมาจากชายหนุ่มผู้นั้น ค่อยๆ ยกขึ้น ปลายแก้วกระทบลงริมฝีปากที่สั่นจากความหนาวเหน็บ สัมผัสไอร้อนจากเครื่องดื่มสีน้ำตาลนั้น หล่อนค่อยๆ ยกดื่มมัน ปรับอุณหภูมิของร่างกายได้เป็นอย่างดี เธอดื่มมันเพียงครึ่งแก้วก่อนจะลดแก้วลงไป วางลงบนโต๊ะ

“รู้สึกดีขึ้นไหม?” ชายหนุ่มเนลเรี่ยนกล่าวถามหญิงสาวสหายตน อยู่ใกล้ตัวเธอราวกับเป็นห่วง
“ก็... ดีขึ้น.. ล่ะค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูสั่น และใบหน้าที่แดงก่ำจากที่ตนสัมผัสกับความเย็นภายนอกเป็นเวลานาน

  ดูเหมือนว่าเนลเรี่ยนจะเพิ่งพาตัวทั้งสองคนมายังที่แห่งนี้ โดยที่ตัวเขาต้องนำทางชายหญิงทั้งสองคนที่ตามหาตัวเขาเอง แต่ด้วยพลกำลังของคาร์เอลและชารอนที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ พร้อมกับเดินอยู่ท่ามกลางทุ่มหิมะเป็นเวลานาน จึงทำให้พวกเขาหมดแรงที่จะก้าวเดินแม้แต่ฝีก้าวเดียวด้วยซ้ำ ด้วยความที่ทั้งสองมิอาจจะมาถึงปราสาทได้ด้วยตัวเอง เนลเรี่ยนจึงจำเป็นต้องแบกร่างทั้งสองคนมายังสถานที่แห่งนี้ น่าแปลกคือภายในปราสาทแห่งนี้มีเพียงแค่เนลเรี่ยนอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ต่างจากครั้นที่เนลเรี่ยนเพิ่งถูกมาตัวมาโดยข้ารับใช้ทั้งสองของมารดาแห่งเนลเรี่ยน เอลซ่าและเอลิซ่า.. พวกเธอน่าจะอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้ แต่กลับไม่ปรากฏตัวออกมาเลย มันน่าจะเป็นพวกหล่อนทั้งสองที่จะต้องเสิร์ฟเครื่องดื่มชามาให้แขกผู้มาเยือนทั้งสอง หาใช่เนลเรี่ยนที่ต้องทำแบบนี้ ถึงอยากไรก็ตามแต่ เด็กสาวทั้งสองอาจจะกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่แห่งหนใดภายในตัวของปราสาทก็ได้ อาจจะกำลังทำการเตรียมฝึกขั้นต่อไปให้แก่เนลเรี่ยนอยู่

  ด้านแวมไพร์สาวผมแดงก็ดูสงสัยในตัวของเนลเรี่ยนพอดู เธอไม่ได้เจอกับเขาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์แต่ชายผู้นี้ดูเปลี่ยนไปมาก พลังปราณภายในตัวของเขาที่เธอสามารถสัมผัสได้นั้นมากขึ้นเป็นเท่าตัว อย่างกับว่าเขาได้รับพลังจากใครมาอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่ถือว่าใช่เรื่องแปลกสักเท่าไหร่ ตัวเขาที่มีพลังแห่งซินโดร่าภายในตัวอยู่แล้ว แต่อาจจะเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองมีสุดยอดพลังที่สามารถเอาชนะความตายได้ จึงได้ปลุกพลังนั้นภายในตัวของเขาให้ตื่นขึ้น ไหนจะท่าทางของชายหนุ่มผู้นี้ที่ดูเปลี่ยนไปอีก ลักษณะการพูดจาของเขาเมื่อครู่ก็ดูอ่อนหวานไม่เหมือนกับนิสัยจอมกวนที่กระโชกโหกฮากเลย แต่ที่น่าสงสัยกว่าก็คือเขามายังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรกัน และใครเป็นคนบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เขาควรจะรู้ล่ะ จากสภาพในตอนนี้เธอสันนิษฐานว่าเนลเรี่ยนคงรู้อะไรมากพอควรถึงขั้นรู้พลังของตนแล้ว ทั้งพลังปราณที่มหาศาลจนตรวจจับได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังตรวจจับ บทสนทนากับเยติน้ำแข็งนั้นด้วยภาษาประหลาดคล้ายคลึงกับภาษาเก่าแก่แบบนั้น เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะรู้ตัวแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองคือกุญแจสำคัญที่สามารถต่อกรกับเพลิงพิโรธแล้วก็ได้

“ท่าน... มาที่แห่งนี้ได้ยังไงกันหรือคะ?” ชารอนกล่าวถามชายหนุ่มผู้นั้น

สีหน้าที่ดูสงสัยจนอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าของหญิงผู้นั้น เมื่อเนลเรี่ยนได้ยินคำถามนั้นเขาก็เงียบตัวไป สบตาเธอแต่ไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น ราวกับว่าตนเองไม่มีคำตอบที่จะสามารถไขความข้องใจของเธอได้

“ข้า.. เอ่อ..” เขาลากเสียงยาว หลบสายตาของหญิงสาวทันทีเมื่อตนคิดจะตอบคำถามนั้น
“ข้าไม่รู้..” เขาตอบ “ข้าจำได้แค่ว่า... ข้าถูกไซอาลอทปล่อยทิ้งลงกลางสมุทร”
“จนเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าข้าได้นอนอยู่บนเตียงของปราสาทแห่งนี้แล้ว..”

เขาพูดมันออกมาราวกับว่าพยายามจะให้เธอเชื่อ แต่เรื่องแบบนี้ใครเขาจะไปเชื่อลงกันล่ะ..

“ท่านจะให้ข้าเชื่อเรื่องแบบนั้นงั้นหรอคะ?” เธอถามขึ้นมาอีก

  ชายหนุ่มไม่ยอมตอบอะไรเธอกลับเลย ตกอยู่ในความเงียบงันทั่วทั้งบริเวณห้อง แม้กระทั่งคาร์เอลเองก็เกิดความสงสัยในใจเช่นเดียวกับชารอน แสดงท่าทางที่ต้องการจะรู้คำตอบแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องของตัวเองและไม่ได้รู้จักเนลเรี่ยนอะไรขนาดนั้น เนลเรี่ยนเงียบไปก่อนที่จะค่อยๆ มองไปด้านข้าง ด้วยสภาพที่เขายืนอยู่ในตอนนี้มันดูเหมือนว่าเขากำลังหันไปมองใครหรืออะไรอยู่ สายตาที่ดูจดจ้องไปยังบางสิ่ง ไม่สิ... เหมือนกับกำลังมองไปหาใครสักคนที่อยู่ข้างกายเขา ชายผมทองกำลังมองไปยังผู้เป็นมารดาของตน เธอหันกลับมาหาเขาด้วยความสงสัยว่าทำไมบุตรของตนจึงหันมาหาเธอเช่นนั้น ชายหนุ่มโงกหน้าไปทางชารอนราวกับว่าเขาจะให้คนเป็นแม่ทำอะไรสักอย่าง แสดงท่าทางที่ดูกวนโอ๊ย

“ไม่ลองบอกพวกเขาไปดูล่ะครับคุณแม่?” เนลเรี่ยนกล่าวต่อหญิงผมสีน้ำเงินผู้เป็นมารดาของตน

  คำกล่าวนั้นทำให้ผู้เป็นแม่พูดอะไรไม่ถูก ดั่งว่าเธอไม่รู้ว่าจะเรียงคำเช่นไรเพื่ออธิบายแก่แขกทั้งสองที่มาเยือน กระนั้นตัวของเนลเรี่ยนเองก็มิสามารถบอกกล่าวมันได้อยู่แล้ว จึงมีเพียงแค่หญิงสาวผู้นี้เท่านั้นที่จะสามารถบรรยายทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ เขาพยายามทำท่าเหมือนกับว่าต้องการให้ผู้เป็นมารดาบอกกล่าวแต่ชายหญิงผู้สงสัยไไป ส่วนคาดาเลียผู้เป็นแม่เองกระซิบกับลูกชายของตน สื่อออกมาต่อลูกชายว่าทั้งสองคนจะเชื่อในสิ่งที่แม่พูดออกไปอย่างงั้นหรือ พอทั้งสองกระซิบกันไปกันมาสักพัก เธอค่อยๆ เดินไปเบื้องหน้า หยุดลงที่เบื้องหน้าของชารอนและคาร์เอล มีความตั้งใจที่จะกล่าวเรื่องสำคัญต่อแขกผู้มาเยือนทั้งสอง

“ที่ทุกอย่าง..” เธอกล่าว

“เนลเรี่ยน? เจ้ากำลังพูดกับใครกันน่ะคะ?!” หญิงสาวผมแดงกล่าวสวนขึ้นมาในทันที

สิ่งที่ชารอนกล่าวออกมาเป็นการขัดสิ่งที่คาดาเลียกำลังจะกล่าว และมันทำให้เนลเรี่ยนตกใจพอควรและเกิดความสงสัยในตัวพอควรว่าทำไมเธอถึงพูดเช่นนั้นออกมา ม มันดูราวกับว่าเธอมองไม่เห็นคาดาเลียผู้เป็นมารดาของชายหนุ่มผู้นั้นเสียด้วยซ้ำ หนุ่มผมทองหันไปหามารดาของตนเอง ชี้ไปหาเธอก่อนที่จะกล่าวตอบผู้ถาม

“ก็มารดา.. ของข้าไง..” เนลเรี่ยนตอบ
“หา?!” เธอสบถขึ้นมาทันที “ท่านกำลังเล่นตลกอะไรกับข้าหรือเปล่าคะ?”
“มารดาของท่าน... ท่านไม่เคยกล่าวถึงเธอมาก่อนเลย..” ชารอนกล่าว
“เดี๋ยวนะ?! ท่านบอกว่าท่านกำลังคุยกับผู้เป็นมารดา... ในปราสาทแห่งอาร์ชเดล..”

แต่แล้วจู่ๆ หล่อนก็หยุดกล่าววาจาของตน เอามือปิดปากของตนเองราวกับรู้สึกช็อคเป็นอย่างมาก ดั่งว่าเธอได้รู้ถึงอะไรสักอย่าง รู้ถึงความจริงที่ไม่น่าเชื่อ..

“อะไร?” เนลเรี่ยนกล่าวถามด้วยความสงสัยกับท่าทางของเธอ “เจ้าน่าจะรู้จักกับมารดาของข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ?”
“ไม่จริงน่า... ท่านเนลเรี่ยน.. คือบุตรแห่งคาดาเลีย บุตรสาวแห่งโคลริมหรอกหรือ?”

  เธอดูตกใจพอควรที่ได้รับรู้ความจริงเช่นนั้น ราวกับว่าเธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าหญิงผู้นั้นมีบุตรชาย ไม่สิ.. เธอรู้เป็นอย่างดีว่าคาดาเลียมีบุตรชายอยู่แต่ไม่เคยรู้และไม่มีใครเคยบอกกล่าวกับเธอเลยแม้แต่น้อยว่าบุตรชายผู้นั้นคือเนลเรี่ยน แม้ว่าหล่อนจะเป็นมือขวาผู้ที่โคลริมไว้ใจที่สุดก็ตามที แต่ชายเฒ่าผู้นั้นไม่เคยได้บอกถึงความจริงนี้แก่หล่อนเลยด้วยซ้ำ เธอได้ประจักษ์ถึงความจริงที่ตนเองแทบจะไม่เชื่อ ใครมันจะไปเชื่อได้ล่ะ.. แม้ว่าอัลทานิสจะบอกก็จริงว่าสาเหตุที่แท้จริงของเธอคือการมาปกป้องชายหนุ่มเนลเรี่ยนตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ตัวเขาก็ไม่ได้บอกเลยว่าเนลเรี่ยนนั้นแท้จริงเป็นใครหรือมีความสำคัญอย่างไร มันจึงทำให้เธอมองข้ามไปตลอดว่าแท้ที่จริงแล้วชายผู้นี้คือหนึ่งในบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวของเธอมาโดยตลอด เธอเคยเห็นเขาเมื่อยังแบเบาะแต่มิเคยมีโอกาสได้ถามถึงชื่อเลย และเมื่อเหตุการณ์ครั้นที่ไซอาลอทพยายามจะสังหารมารดาของเนลเรี่ยน หวังจะแย่งพลังจนโคลริมต้องสู้เพื่อแลกกับชีวิตตนนั้นเธอก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำ อีกอย่าง.. หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้สิ้นสุดลงโคลริมและคาดาเลียก็หาได้มีชีวิตยืนยาวไปกว่าวันเต็มเลย และเวลานั้นเธอก็หาได้เห็นทารกเนลเรี่ยนอีกต่อไปแล้ว

“แต่ว่า... มารดาของท่าน..” เธอกล่าวขึ้นมาต่อ
“ท่านตายไปแล้วมิใช่หรือ?”
“เรื่องนั้นข้ารู้..” เขากล่าว “แต่เจ้ามองไม่เห็นเธอหรอ?”

“มีแต่ลูกเท่านั้นจ๊ะเนลเรี่ยนที่สามารถมองเห็นแม่ได้..”
“แม่เคยบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าแม่ได้ฝังวิญญาณส่วนหนึ่งลงไปเมื่อครั้นที่แม่ผนึกพลังแห่งซินโดร่าลงกายเจ้าน่ะ?” คาดาเลียกล่าวแทรกขึ้นมา

  มันกลายเป็นการไขข้อสงสัยให้แก่เนลเรี่ยนแต่มิใช่สำหรับชารอนเลย เพราะเธอยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมชายหนุ่มผู้นั้นถึงตอบเธอว่าเขากำลังสนทนาอยู่กับผู้เป็นมารดาที่ซึ่งน่าจะตายไปเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว เธอเข้าใจดีว่าคาดาเลียอาจจะเป็นผู้มีพลังสูงส่งแต่การที่จะตื่นขึ้นจากความตายและปรากฏอยู่ต่อหน้าเนลเรี่ยนเช่นนั้นมันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะน่าเชื่อ ซึ่งเนลเรี่ยนก็จำเป็นที่จะต้องอธิบายถึงสิ่งนี้เพื่อให้เธอเข้าใจ

“แต่ว่า..” จู่ๆ ชายหนุ่มก็กล่าวขึ้นมา
“ทำไมเจ้ากับดาบล่าปีศาจถึงมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในดินแดนหิมะแบบนี้ล่ะ?” เขาถามแทรกขึ้นด้วยความสงสัย

“มีชายคนหนึ่ง... เชื่อว่าเจ้ายังไม่ตายและเจ้าก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะสามารถเอาชนะมารเพลิงได้”
“เขาคนนั้นคาดว่าเจ้าจะอยู่ที่นี่และกำลังฝึกฝนเพื่อรับมือกับไซอาลอทอยู่” คาร์เอลกล่าวตอบ

“เขาคนนั้น..?”
“แม่คิดว่าชายผู้นั้นกำลังหมายถึงอัลทานิส ฮิลโมนิทท์” คาดาเลียตอบแก่ชายหนุ่มผู้เป็นบุตร
“เขาเป็นใครกันหรือครับ?” เนลเรี่ยนถาม
“ชิ้นส่วนหนึ่งของมารเพลิง... ด้านดีแห่งคุณธรรมเพียงหนึ่งเดียวของมารเพลิงผู้นั้น”
“งั้นหรอกหรือ..”

ชายหนุ่มพูดพึมพำคนเดียวในสายตาของหญิงสาวชารอน เธอไม่ได้ยินเสียงของคาดาเลียหรือเห็นตัวตนของหล่อนปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเลยสักนิด กระนั้นหล่อนก็หาได้คิดว่าเนลเรี่ยนเพี้ยนไปแต่อย่างไร เธอยังคงเชื่อในสิ่งที่เขาพูดอยู่ว่าเขากำลังสนทนากับผู้เป็นมารดาของเขาจริงๆ

“จะว่าไป..” ชารอนกล่าวขึ้น “การฝึกฝนของท่านเป็นเช่นไรบ้างล่ะคะ?”
“ก็... จะว่ายังไงดีล่ะ มันก็ไม่ได้ถือว่าดีหรือแย่อะไรหรอกนะ”
“ตอนนี้ข้าอยู่ในกระบวนการฝึกขั้นตอนสุดท้าย.. ราวๆ นั้นล่ะนะ”

“แม่ว่า..” หญิงสาวผู้เป็นมารดากล่าวแทรกขึ้นมา
“ก่อนการฝึกขั้นตอนสุดท้าย...” เธอกล่าว “แม่อยากจะเห็นศักยภาพว่าลูกก้าวไกลไปขนาดไหน”
“แม่เลยคิดว่าลูกน่าจะประลองฝีมือกับชารอนนะ”
“เอ๋? ทำไมกันล่ะครับ?”
“เธอมีพลังในระดับที่ทัดเทียมกับโคลริมปู่ของเจ้า... และอีกอย่างลูกเองก็สงสัยมิใช่หรือ”
“ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นแวมไพร์หรือเปล่า?” คาดาเลียกล่าว

บุตรชายมิตอบวาจาอันใดกลับไปต่อผู้เป็นแม่ของเธอ เพียงแค่พยักหน้าตอบรับเป็นสื่อว่าตนเองจะทำตามในสิ่งที่เธอกล่าว เขาหันหน้าไปหาหญิงสาวผมสีแดง ย่างกรายไปเบื้องหน้าช้าๆ สบตาหญิงสาวผู้นั้นด้วยสายตาที่ดูจริงจังพอควร เธอไม่ค่อยเข้าใจว่ามันสื่ออะไรต่อเธอ ด้วยความที่ตนไม่รู้ถึงบทสนทนาของแม่ลูกคู่นั้น แต่ก็พอเดาได้ว่าเนลเรี่ยนกำลังต้องการอะไรสักอย่างจากเธอ

“ชารอน... ข้าขอท้าเจ้าในการดวลกับข้า..”

------------

  ใจกลางภายในตัวปราสาทแห่งสตอร์มโฮล์ม ในห้องแห่งหนึ่งมีเหล่าผู้คนคณะระดับสูงของเมืองแห่งนี้ ทั้งนักรบระดับสูง ขุนนางที่ได้รับความไว้วางใจและหน่วยข่าวกรองพร้อมทั้งโบล์ทและไฮล์มต่างพากันยืนรวมตัวอยู่อย่างกับมีการนัดพบที่สำคัญมาก กลางห้องมีโต๊ะตัวหนึ่งขนาดใหญ่คล้ายโต๊ะประชุม มันมีแผนที่ของทวีปวางตั้งไว้อยู่และมีหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเขียนข้อมูลอะไรสักอย่างบนแผนที่นั้น คล้ายกับกำลังวิเคราะห์เรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ การที่พวกเขาทั้งหมดถูกเรียกมานัดพบอย่างเร่งเด่นและเป็นความลับเช่นนี้มีเพียงแค่จุดประสงค์เดียวเท่านั้น นั่นคือแรงระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันในช่วงเวลาที่โบล์ทและทหารหญิงลีอากำลังประลองฝีมือกันอยู่ โดยทุกคนต่างคาดว่ามันเป็นฝีมือของเพลิงแห่งความตายจึงทำให้พวกเขากังวลเป็นมากว่าความตั้งใจต่อไปของไซอาลอทจะเป็นอะไร และกลัวว่าประชาชนอาจจะหวาดกลัวจนแตกตื่นเกิดความวุ่นวายอีก หากเป็นเช่นนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่แท้

“สรุปคือ... มันเกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?” โบล์ทที่ถูกเรียกตัวมาอย่างกะทันหันกล่าวถามด้วยความสงสัย
“จากสายหน่วยข่าวกรองได้รายงานมาว่าเกิดแรงระเบิดจากดินแดนแห่งเพลิง ไฟร์วอร์คเกอร์ เครเทอร์”
“ซึ่งนั่นเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของมารเพลิงเพียงหนึ่งเดียว... โดยแรงระเบิดนั้นได้เกิดจากการรวบรวมพลังมากจนเกินไป..” ไฮล์มอธิบาย
“จนระเบิดออกมา.. งั้นสินะ” โบล์ทสวนขึ้น
“ใช่ขอรับ” ชายเฒ่าข้ารับใช้ตอบกลับ
“งั้นแสดงว่าไซอาลอทต้องทำอะไรสักอย่างที่ดินแดนนั้น อาจจะดึงพลังมาจากใครหรืออะไร” โบล์มกล่าว

“ท่านพูดถูกเรื่องที่มารตนนั้นดึงพลัง.. แต่ไม่ใช่จากบุคคลแต่เป็นตัวของดินแดนเอง” เด็กหนุ่มที่นั่งเขียนอะไรสักอย่างอยู่ในห้องกล่าว

“แล้วเจ้าคือ?..” โบล์ทถามขึ้นเพราะไม่รู้สึกคุ้นหน้าชายผู้นี้
“ขออภัยครับ.. ผมคือวิลเฮล์ม สตาร์สกินขอรับ” เขากล่าวพร้อมกับค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้้ที่ตนนั่ง ยื่นมือออกไปหาองค์กษัตริย์ของตน “ทำงานอยู่หน่วยข่าวกรองแห่งสตอร์มโฮล์มขอรับ”

  หนุ่มผู้นั้นแสดงความเคารพต่อโบล์ท ก่อนที่องค์กษัตริย์แห่งดินแดนจะจับมือที่ชายผู้นั้นยื่นทักทาย เด็กหนุ่มหน่วยข่าวกรองผู้นี้ดูอายุไม่ค่อยมาก น่าจะราวๆ รุ่นเดียวกับลูเซียสเห็นจะได้แถมลักษณะท่าทางการแต่งตัวยังดูค่อนข้างคล้ายกัน การสวมแว่นที่สื่อออกมาเป็นเด็กมากความรู้ ทรงผมสีน้ำตาลที่ดูมีระเบียบ และชุดเครื่องแต่งกายขาวสะอาดที่ดูไม่ได้มีเครื่องยศถาบรรดาศักดิ์มากมายดั่งคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องนี้ ด้วยความที่โบล์ทนั้นเพิ่งถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองได้ไม่นานนัก เขาจึงไม่คุ้นกับใครหลายๆ คนที่ทำงานให้อยู่ในตัวปราสาทแห่งนี้ เมื่อทั้งสองทักทายกันจนเสร็จสิ้น เด็กหนุ่มผู้นั้นจึงถอยตัวออก หันกลับเข้าไปหาโต๊ะตัวเดิม นั่งลงบนเก้าอี้ก่อนที่จะยกปากกาของตน ตวัดปากกาเกิดเป็นเส้นกลมวงรอบบนผืนแดนแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากดินแดนแห่งไวล์ฟิลด์นัก นั่นก็คือดินแดนแห่งเพลิงที่อยู่ด้านตะวันออก ห่างไกลสักประมาณร้อยกว่ากิโลเมตรเห็นจะได้ตามสเกลระยะจริง แต่วงกลมนั้นหาได้วงรอบทั่วทั้งดินแดนเพลิงนั้น แต่เป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ ในกลางของดินแดนนั้น ทุกคนต่างสงสัยว่าเพราะอะไรเด็กหนุ่มผู้นั้นจึงวาดรูปร่างนั้นลงบนกระดาษแผนที่ ซ้ำยังเริ่มเขียนตัวหนังสือเป็นประโยคต่อไปโดยไม่มีการบรรยายใดๆ ไม่นานนักเขาก็หยุดการกระทำเช่นนั้น ก่อนจะชี้นิ้วของตนเข้าไปในวงกลมนั้น

“จากการสันนิษฐานของผมถึงความเป็นไปได้.. สิ่งที่ไซอาลอทได้ทำลงไปคือการสูบพลังจากทั่วทั้งผืนแดนแห่งนี้เข้าสู่ตัวเอง”
“ผ่านทางตรงจุดทรงกลมนี้ที่ผมวาดลงบนแผนที่” เขากล่าว
“แต่ว่า.. มันเป็นไปได้งั้นหรือที่ปราณจำนวนมหาศาลเช่นนั้นจะอยู่ภายในดินแดนไร้ชีวิตได้”
“อีกอย่างนะขอรับ.. จากที่พวกเราสัมผัสได้ มันมากยิ่งกว่าปราณของมนุษย์ธรรมดาจำนวนกว่าล้านคนรวมกันเสียอีก”
“ไหนจะอีกทั้งพลังปราณนั้นไม่สามารถอยู่ภายในสิ่งไร้ชีวิตได้เป็นเวลานาน และมันจะเอ่อล้นจนสลายไปเท่านั้น”
“เพราะงั้นการที่ไซอาลอทจะดึงพลังออกมาจากดินแดนนั้นได้ถึงขนาดนี้มันจะไม่ดูไม่สมเหตุสมผลไปหน่อยหรือขอรับ?” ไฮล์มถามขึ้น

ชายหนุ่มผู้นั้นยกกลุ่มกระดาษจำนวนหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา ดูท่ามันจะเป็นงานอะไรสักอย่างของเด็กผู้นี้ เขายื่นมันให้กับไฮล์มก่อนที่ชายเฒ่าจะรับมันมา สายตาของข้ารับใช้ผู้นั้นใจจดใจจ่อกับการอ่านพอดูโดยที่ไม่สนใจอะไรรอบข้างเลย

“แต่มันก็จริงนะ.. อย่างที่ไฮล์มว่า.. พลังปราณไม่สามารถสถิตอยู่ภายในวัตถุไร้ชีวิตที่เป็นเวลานานมิใช่หรอกหรือ?” โบล์ทกล่าวขึ้นในเชิงเห็นด้วยกับข้ารับใช้ของตน

“ถูกต้องครับ.. ในทางทฤษฏีพลังปราณก็เหมือนกับน้ำที่จำเป็นต้องได้รับความชุ่มชื้นและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง หากไม่มันก็จะระเหยไป”
“เช่นเดียวกับพลังปราณ..” เด็กหนุ่มสวมแว่นนามวิลเฮล์มตอบ
“แต่!” จู่ๆ เขาก็แทรกขึ้นมาต่อ “สิ่งที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่มันไม่ได้ปกติเหมือนกับปราณธรรมดา”
“หมายความว่ายังไง?” องค์กษัตริย์ถาม

“ท่านโบล์ทาห์... ดูนี่สิครับ!” ไฮล์มกล่าวก่อนที่จะส่งซองกระดาษแฟ้มเหล่านั้นให้แก่โบล์ท

องค์ราชาอ่านมันอย่างตั้งใจดั่งเช่นว่าตนพยายามจะหาคำตอบภายในกระดาษเหล่านั้นเพื่อไขความกระจ่าง เขาพอที่จะเข้าใจมันมากขึ้น แต่มันยังไม่ทั้งหมด.. บางอย่างมันไม่ได้ทำให้เขาเข้าใจถึงมันขนาดนั้น

“ผมใช้เวลาหลายปีในการวิจัยถึงปราณของไซอาลอทกับลูเซียสตามคำเรียกร้องของท่านโครนอส..” เด็กผมสีน้ำตาลกล่าวขึ้นระหว่างที่โบล์ทกำลังอ่านแผ่นกระดาษเหล่านั้น เพื่ออธิบายให้องค์ราชาของตนเข้าใจยิ่งขึ้น
“และสิ่งที่ออกมาเป็นคำตอบคือไซอาลอทนั้นมีกลไกที่ต่างจากคนธรรมดาคนอื่นๆ”
“ซึ่งนั่นก็คือพลังปราณของเขา..”

“เรารู้กันดีว่าพลังปราณนั้นมันเป็นดั่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ในโพรโตเนี่ยนแห่งนี้ได้” เขาอธิบายต่อ
“โดยที่มันเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยอยู่ในพาหะนั้นๆ เพื่อไม่ให้มันสลายไป”
“อย่างที่ทราบว่าเมื่อพลังปราณถูกขับออกมาจากกระบวนท่าอะไรสักอย่าง ทุกครั้งในการใช้งานมันจะสร้างพลังมหาศาลออกไปตามทิศที่ผู้คนต้องการ”
“แต่ก็สลายไปทันทีภายในชั่วพริบตาที่กระบวนท่านั้นใช้งานเสร็จสิ้น”
“จึงเป็นข้อที่สามารถพูดได้ว่าปราณแต่ละชนิดไม่สามารถอยู่ในสิ่งไม่มีชีวิตได้”
“มันเอ่อล้นภายในวัตถุได้ แต่ก็ระเหย สลายไปตามกาลเวลา”
“คุณลองเปลี่ยนหน้ากระดาษไปสักสามหน้าหน่อยสิครับ” วิลเฮล์มบอกให้โบล์ทเปลี่ยนหน้ากระดาษไปอ่านหน้าอื่น

  เช่นนั้นชายหนุ่มเจ้าเมืองจึงทำตามในสิ่งที่เด็กมากความรู้ผู้นั้นเรียกร้อง ภายในหน้ากระดาษนั้นถูกเขียนไว้ด้วยตัวหนังสือเยอะแยะมากมายและมีการวาดรูปตรงกลางกระดาษทั้งสอง ด้านหนึ่งเป็นหินแหลมและมีร่างของใครสักคนอยู่ภายใน ซึ่งน่าจะหมายถึงดินแดนแห่งทับทิมที่เคยเป็นที่จองจำของไซอาลอท ส่วนอีกฝั่งก็เป็นภาพวาดดินแดนอีกแห่งหนึ่งที่ดูคล้ายจะเป็นดินแดนไฟร์วอร์คเกอร์ เครเทอร์ ด้วยความที่สองภาพวาดนี้อยู่ในหน้าเดียวกันบวกกับคำอธิบายมากมายภายในหน้ากระดาษ มันจึงดูเหมือนเป็นการเปรียบเทียบระหว่างดินแดนทั้งสอง มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งสองดินแดนนี้มีความเกี่ยวพันคือทั้งคู่ต่างเป็นสถานที่ๆ มีปราณของไซอาลอท สถิต เอ่อล้นอยู่ทั่วดินแดน มันจึงดูเหมือนเป็นการเปรียบเทียบระหว่างดินแดนว่าอะไรคือความเหมือนและความแตกต่าง โบล์ทค่อยๆ อ่านไปเรื่อย แสดงสีหน้าที่ดูตั้งใจมากขึ้น กวาดสายตาเร็วขึ้นเรื่อยๆ เป็นการตั้งใจอ่านจนแทบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

“คุณพอจะเห็นแล้วสินะครับ... ว่าที่ผมกำลังสื่ออยู่มันคืออะไร?” เด็กคนนั้นกล่าว

เมื่อนั้นโบล์ทจึงโงกหน้าขึ้นมา หันไปมองเด็กผู้นั้น

“พลังปราณของไซอาลอทคือสิ่งที่อยู่คงกระพัน..” องค์ราชากล่าว
“ถูกต้องครับ!” เด็กคนนั้นกล่าว “โดยระหว่างสองดินแดนนี้มีความคล้ายคลึงกันที่มันเคยเป็นถิ่นที่มีปราณแห่งเพลิงสถิตอยู่”
“ปราณที่ทำให้คนธรรมดาไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้ แต่ไม่ใช่เพราะมันร้อนโดยธรรมชาติแต่เป็นปราณนี้ที่สร้างความร้อนระอุดั่งนรกโลกันต์ให้แก่ผืนดินทั้งสองแดน”
“แต่ไม่เคยมีใครเกิดความสงสัยหรอครับว่าทำไมดินแดนแห่งทับทิมจึงมีปราณแห่งความตายอยู่ในนั้นได้ และสลายไปทันทีเมื่อเพลิงพิโรธได้คืนชีพกลับมา”
“และทำไมอีกดินแดนหนึ่งจึงมีพลังปราณสร้างความร้อนอยู่ตลอดเวลา”

“จากการที่ผมได้วิเคราะห์จนละเอียดนั้น.. การที่พลังปราณทั้งสองสามารถอยู่ในดินแดนแต่ละแห่งได้เป็นเวลานานนั่นเพราะปราณแห่งเพลิงของไซอาลอทเป็นปราณเฉพาะหนึ่งเดียวที่มีคุณสมบัติไม่มีวันสลายไป ไม่มีวันถูกทำลาย และไม่สามารถชำระล้างได้ ไม่ว่ามันจะสถิตอยู่ภายในวัตถุใดๆ ก็ช่าง ไม่ว่าจะมีชีวิต หรือไม่มี..” เขาอธิบายต่อ

“ความแตกต่างในของสองดินแดนที่มีปราณสถิตคือ ที่ดินแดนแห่งทับทิม มันไม่ใช่การตั้งใจของไซอาลอทเองที่หวังจะให้ปราณของตนสถิต ซึมซับเข้าสู่ภายในดินแดน อย่างที่เรารู้ว่าปราณเป็นดั่งสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง.. มันได้เอ่อล้นออกมาจากกายาของเพลิงพิโรธด้วยเหตุผลที่เจ้าของร่างและปราณไม่สามารถขยับกายไปไหนได้ หรือมองในอีกแง่มันก็เหมือนกับว่าร่างของไซอาลอทนั้นหมดประโยชน์ มันจึงต้องการพาหะใหม่.. ทุกครั้งที่มีใครก็ตามเดินเข้าไปเหยียบย่ำบนดินแดนนั้น ผู้รอดชีวิตจากที่แห่งนั้นต่างบอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าตนเองกำลังถูกควบคุมโดยปราณแห่งความตาย และมีนิมิตในสมองปรากฏเป็นมารเพลิงที่ทรมาณจิตใจของคนนั้นๆ ส่วนเหล่าผู้ที่ตายหลังจากเหยียบผืนดินนั้น นั่นเป็นเพราะทนพลังแห่งเพลิงที่ซึมซับเข้าสู่ตัวไม่ไหว เป็นภาชนะที่ไม่เพียงพอที่จะรับพลังปราณทั้งหมดเข้าสู่ตัวเองได้”

“เดี๋ยวนะ... ถ้าแบบนั้นแสดงว่า..”

“ถูกต้องครับ! กายาของไซอาลอทที่เราเห็นอยู่.. เป็นเพียงแค่ภาหะชิ้นหนึ่งเท่านั้น โดยร่างจริงน่าจะตายไปหรือไม่ถูกใช้เพราะเหตุผลอะไรสักอย่าง ซึ่งนั่นก็คือคนที่จะสามารถซึมซับพลังปราณทั้งหมดเข้าสู่ร่างได้ จะต้องเป็นร่างของชายแกร่งสักคน” เด็กหนุ่มตอบ

“จึงพูดได้ว่าความชั่วร้ายแห่งเพลิงพิโรธที่เรากำลังต่อกรด้วย.. คือปราณทั้งสิ้น!”

ทั้งคนเงียบไปทันทีที่ได้ยินสิ่งที่ชายผู้นั้นกล่าวออกมา ดั่งว่าแทบไม่เชื่อในสิ่งที่หนุ่มผู้นั้นอธิบาย ถึงกระนั้นมันก็พอที่จะมีความเป็นจริงได้ มันมีมูลเหตุความเท็จจริงตรงตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ทุกอย่างที่เขากล่าวมามันเป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่เขาสามารถค้นคว้ามาได้เท่านั้น หาใช่เป็นความจริงเป็นความรู้อันแท้จริงแต่อย่างใด

“แต่มันก็พอจะเป็นจริงได้ล่ะนะ” โบล์ทกล่าวขึ้นต่อในเชิงเห็นด้วย
“ว่าแต่.. ไฮล์ม.. คุณเป็นข้ารับใช้ตั้งแต่ยุคแรกที่ท่านโครนอสได้ครองราชย์มิใช่หรือ?”
“ใช่ขอรับ” ชายแก่ตอบกลับ
“ข้ามั่นใจว่าท่านโครนอสต้องเคยพูดอะไรแบบนี้เผื่อไว้ยามฉุกเฉินกับท่านแน่” โบล์ทพูดขึ้นต่อ
“พอจะรู้ไหมว่าท่านได้บอกอะไรไว้กับท่านบ้าง?”

“เท่าที่กระผมรู้นะขอรับ.. สิ่งต่อไปที่เพลิงพิโรธจะทำคือการเตรียมพร้อม” ไฮล์มตอบ
“สำหรับอะไร?”
“กระผมก็มิอาจทราบได้ขอรับ” เขากล่าว “แต่ท่านโครนอสน่าจะได้บอกอะไรไว้กับท่านอยู่อย่างหนึ่งเป็นแน่..”
“ท่านน่าจะบอกท่านว่าให้ตามหาชายชื่ออัลทานิสใช่ไหมขอรับ?” เฒ่าชราถามกลับ

“ท่านรู้ได้เช่นไรกัน?!” โบล์ทกล่าวขึ้นด้วยความตกใจ

ในตอนแรกเขาคิดว่ามีแค่คนที่อยู่ร่วมกับเขาในช่วงเวลาสุดท้ายของโครนอสที่รู้ถึงเรื่องนี้เสียอีก แต่ไม่เลย.. โครนอสได้ย้ำบอกอะไรแบบนี้ไว้กับใครหลายคนมาก่อนแล้ว และเหล่าคณะผู้ใหญ่ระดับสูงอาจจะรู้กันหลายคนเลยก็เป็นได้

“ก็เพราะว่าชายคนนั้นเป็นคนเดียวที่พอจะหาทางออกให้กับพวกเราได้น่ะสิขอรับ..”
“แสดงว่าข้าต้องเดินทางตามหาตัวเขา”
“เหมือนจะเป็นเช่นนั้นครับท่าน”

“งั้นก็ดี..” องค์กษัตริย์กล่าวขึ้นมาต่อก่อนที่จะหันไปหาเด็กหนุ่มผู้มากความรู้
“ไอ้หนู.. ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ คอยสังเกตการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น รายงานแก่ไฮล์มและส่งข่าวสารมาให้ข้าผ่านทางพิราบสื่อสาร”
“ขะ... ขอรับครับท่าน!” เด็กหนุ่มรีบตอบทันใดอย่างตื่นเต้น
“ส่วนข้าจะเดินทางตามหาชายผู้นั้น..” เขากล่าวต่อ “ในระหว่างนี้ข้าคงขอให้ท่านช่วยดูแลเมืองแห่งนี้แทนข้าด้วยนะขอรับท่านไฮล์ม”
“รับทราบครับฝ่าบาท”

“ถือว่าเลิกการประชุม..”

  เสร็จสิ้นคำพูดของเจ้าเมืองแห่งสตอร์มโฮล์ม เหล่าคณะผู้ใหญ่ระดับสูงจึงค่อยๆ พากันแยกย้ายตัว เดินไปยังหน้าประตูก่อนที่จะเปิดมันออก เบื้องหลังประตูด้านนอก ณ ทางเดินห้องโถงมีหญิงผู้หนึ่งยืนอยู่ เธอคือทหารคนนั้นที่ต่อสู้ด้วยกับโบล์ทเมื่อครู่นี้ หญิงสาวผมสั้นสีขาวนามลีอา ดูเหมือนว่าเธอจะแอบตาโบล์ทมาตลอดโดยที่ชายผู้นั้นไม่รู้ตัวเลยสักนิด แต่เธอก็มิสามารถเข้าไปร่วมประชุมภายในห้องนั้นได้ เนื่องเพราะหล่อนไม่มีฐานะสูงส่งพอ และดูเหมือนเป็นคนนอกในสายตาคณะผู้ใหญ่ระดับสูงด้วยซ้ำ ท่าทางของเธอเหมือนกำลังยืนรอใครสักคนหรือแอบฟังอะไรสักอย่าง ทันทีที่หล่อนเห็นว่าประตูบานใหญ่ของห้องได้ถูกเปิดออก เธอจึงรุดตัวออกไปไม่ให้คนอื่นเห็น ซ่อนตัวภายหลังบานประตูนั้น พรางตัวเนียนเพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธเธอได้ ผ่านไปได้สักพักดูเหมือนว่าทุกคนจะเดินออกไปจากห้องแล้ว เธอค่อยๆ แหงนหน้าออกมาจากหลังบานประตู หันขวับซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว

“เจ้ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย?” เสียงของโบล์ทกล่าวขึ้น เขายืนอยู่หน้าประตูโดยที่เธอไม่รู้ตัว

ทันใดที่เสียงวาจานั้นถูกเปล่งออก มันสร้างความตกใจให้แก่หญิงสาวผู้นั้น เธอดีดตัวออกจากประตู ล้มลงสู่ตัวพื้นของปราสาท สีหน้าที่ดูตกใจพร้อมกับเขินอายเล็กน้อยได้ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเธอ

“ขอโทษทีนะ ถ้าเจ้าจะมาเพื่อการประลองล่ะก็... ข้าคงไม่ว่างที่จะอยู่เล่นด้วยหรอก” เขากล่าวขึ้น ก่อนที่เริ่มเดินจากหล่อนไป
“เดี๋ยวก่อนคะ!” เธอตะโกนเรียกชายผู้นั้น เขาหันขวับกลับมาเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเธอ
“มีอะไรงั้นหรือ?”
“ข้าได้ยินว่า...” เธอกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ ราวกลับไม่กล้าที่จะพูดมันออกมา “เอ่อ..”

“ขอโทษทีนะ แต่ข้าไม่มีเวลาที่จะมาเสียเล่นตอนนี้หรอก”

เธอไม่ยอมที่จะกล่าวมันออกไปเสียที มันจึงทำให้โบล์ทเกิดความรำคาญเล็กน้อย ก่อนที่จะเริ่มย่างกรายไป

“ถ้าข้าบอกว่าข้าจะขอเดินทางไปพร้อมกับท่าน... จะได้หรือเปล่าคะ?” จู่ๆ เธอก็ถามขึ้นมา

คำกล่าวนั้นทำให้ชายหนุ่มหยุดตัวลง หันไปหาเธออีกครั้งพร้อมกับสีหน้าที่ดูประหลาดใจ

“แล้วข้ามีเหตุผลอันใดล่ะที่ต้องพาเจ้าไปด้วย?” องค์กษัตริย์กล่าวถาม
“เพราะว่าข้าคือคนที่ถือนามสกุลแห่งวาร์ชิน... ข้าไม่ได้ถือมันมาด้วยเรื่องบังเอิญหรอกนะคะ”
“ข้ารู้ว่าจะพาท่านไปหาท่านอัลทานิสได้เช่นไร ยังไงเสียข้าก็เป็นศิษย์ของท่านผู้นั้นอยู่แล้ว” เธอกล่าวต่อ
“ศิษย์?.. แล้วทำไมเจ้าถึงมาเป็นทหารอยู่ที่นี่กันล่ะ?”
“ก็เพราะว่านั่นเป็นการเรียกร้องของท่านอัลทานิสค่ะ... หน้าที่ของข้า.. คือการตรวจตราดูสถานการณ์และรายงานชายผู้นั้น”
“และมีเพียงท่านโครนอสและท่านอัลทานิสเท่านั้นถึงจุดประสงค์ของตัวข้าค่ะ”

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมอัลทานิสถึงได้รู้เรื่ิองราวจากดินแดนแห่งสตอร์มโฮล์มได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีคนที่คอยส่งสารไปนั่นเอง ไม่แปลกที่ทำไมเขาจะรู้ถึงการจากไปของโครนอสในทันใดและเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้

“งั้นเจ้าก็ต้องมีอะไรที่ต้องอธิบายข้าเยอะเลย..” โบล์ทพูด “และยังไงซะ.. การต่อสู้ของเราก็ยังไม่เป็นอันรู้ผล”
“ก็ได้... พรุ่งนี้จงเตรียมตัวให้พร้อม” เขาพูดขึ้นยินยอมให้หญิงสาวคนนั้นติดตามเขาไป
“แต่อย่าได้สร้างปัญหาให้ข้าเด็ดขาด..”

______________________________

''Tyvärr, Jag måste döda dig. För kungen...''

Bill Alfenolf's Career Highlight
Former member of the Project-X
BWO Team of The Year 2013 - Project X (As a former member)
BWO Heel of The Year 2013 - Project X (As a former member)
BWO Face of the Year 2014
BWO No.10 Grand Slam
BWO Triple Crown
The Man and Only one man who Ended Mike Sanderson's Streak at the Siam Survivor with 4-1
1 Time BWO World Heavyweight Champion
1 Time BWO Xtreme Star Champion
1 Time BWO Deadly Champion (After Debut in BWO 1 Month)
1 Time BWO X-Tag Team Champion (w/ Dave Rollins)
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.facebook.com/BillAlfenolf
 
Cataclysm: The Endless Hellfire XXXVII
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Bloody Wrestling Online :: BWO : Special Event :: BWO Novel-
ไปที่: